[Dark Tales of London – shapeshifters AU FanFic] Telepathy

Title : Telepathy

Rate : G


 

 

วิลเลียม มัสเกรฟ ตำรวจสืบสวนหนึ่งในทีม SCIT หรือหน่วยงานพิเศษของแผนกสืบสวนคดีฆาตกรรมสังกัดตำรวจนครบาลกำลังรู้สึกโล่งใจเป็นที่สุดหลังจากพาตนเองออกจากสถานที่เกิดเหตุได้เสียที เขาอาจไม่ค่อยถนัดในการเผชิญหน้ากับร่างไร้วิญญาณในคดีฆาตกรรมแต่ละครั้ง แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่เขาไม่มีความจำเป็นต้องเข้าใกล้ศพมากจนเกินกว่าความอดทนส่วนตัวจะเกินรับได้ และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ตนเองไม่ได้เรียนจบและทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้โดยตรงเช่นเดียวกับด็อกเตอร์โทเบียส ฟอล์กเนอร์ คนที่เดินตามหลังออกมาพร้อมกับหัวหน้าของเขา สารวัตรสืบสวนไมเคิล เฟย์

 

มีสิ่งหนึ่งติดค้างในใจของวิลเลียมตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ภายในห้องที่เป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม ทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานต่างก็ทำหน้าที่ของตนอย่างไม่มีสิ่งใดต่างไปจากปกติ แต่มีความไม่ปกติเล็กๆน้อยๆอยู่ท่ามกลางคนทำงานเหล่านั้น และความผิดปกติเล็กน้อยที่ว่าก็ไม่ได้มาจากไหนนอกจากสารวัตรเฟย์และด็อกเตอร์ฟอล์กเนอร์นั่นเอง

 

ในระหว่างการซักถามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต เขารู้สึกได้ว่าหลายๆครั้งสายตาของทั้งคู่มีลับลมคมในแปลกๆ เหมือนกับว่าคนทั้งสองกำลังสนทนากันแต่ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำออกมาโดยตรง และหลายครั้งก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าคงมีแต่ตัวเขาเท่านั้นหรือที่ไม่เข้าใจวิธีการสื่อสารรวมถึงภาษาทางกายต่างๆของคนทั้งคู่จนดูเหมือนถูกกันออกจากข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับคดีอยู่เพียงคนเดียว

 

ตัวอย่างเช่น

 

เมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อนหน้านั้นตอนที่สารวัตรเฟย์กำลังถามข้อมูลบางอย่างจากพยานแล้วหันไปมองด็อกเตอร์ฟอล์กเนอร์ครู่หนึ่ง ซึ่งตอบกลับด้วยการเหลือบตามองไปตำแหน่งอื่นก่อนจะหันกลับไปสบตาดังเดิม มีอยู่ครั้งหรือสองครั้งซึ่งถ้าเขาเดาไม่ผิด เขาเห็นสารวัตรเฟย์ทำท่าเหมือนกับพยักหน้าเล็กน้อยแล้วไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มอีก ท่าทางแบบที่ว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและกับคดีเดียว แต่หลังจากสารวัตรเฟย์ขอให้ด็อกเตอร์ฟอล์กเนอร์ช่วยงานในคดีแรก การสื่อสารแบบพิเศษที่มีเพียงเขาสองคนเท่านั้นที่เข้าใจก็เริ่มต้นขึ้น และมีให้เห็นในการไขคดีต่างๆหลังจากนั้นอีกหลายคดีจนตัวเขาเองเริ่มชินถึงขนาดว่าเห็นเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

 

ถ้าถามว่าสิ่งติดค้างในใจนี้ถึงขั้นก่อให้เกิดเป็นความสงสัยเลยหรือไม่คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว  เพราะลึกๆแล้วเขาเข้าใจดีว่าสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งก่อให้เกิดความเข้าใจ ความเชื่อใจ และแสดงออกมาในรูปแบบที่หลากหลาย บางคนอาจแค่มองตา บางคนอาจทำท่าทางหรือใช้ภาษาทางกายในการสื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงความต้องการของกันและกัน ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับสายสัมพันธ์ที่มีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบครอบครัว ความรักแบบเพื่อน รวมทั้งความรักในรูปแบบของคนรัก

 

และในอีกความคิดหนึ่งกำลังบอกว่าเขาไม่ควรยุ่งเรื่องส่วนตัวของคนอื่นให้มากนัก โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายเป็นถึงหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของตนเอง แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสารวัตรเฟย์และด็อกเตอร์ฟอล์กเนอร์ แต่ตำรวจทั้งสกอตแลนด์ยาร์ดต่างก็รู้เรื่องนี้หลังจากครั้งแรกที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกัน แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเอ่ยถึงทั้งต่อหน้าและลับหลังเพราะถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คงเป็นการไม่สมควรที่เอาเรื่องส่วนตัวของหัวหน้ามาเป็นหัวข้อในวงสนทนาราวกับเป็นเรื่องซุบซิบนินทาอย่างที่พวกปากว่างชอบทำกัน

 

ดังนั้นความเห็นของเขาจึงมีเพียงแค่ว่า อย่างน้อยที่สุด ความสัมพันธ์ครั้งนี้ก็ทำให้ด็อกเตอร์ฟอล์กเนอร์ผู้สร้างความประทับใจให้แก่บรรดาตำรวจอัลฟ่าน้อยใหญ่ต้องหวั่นเกรงโดยไม่ต้องทำอะไรมาก ดูอ่อนลงและคลายความกดดันในการทำงานแต่ละครั้งลงไปได้มากทีเดียว

 

และถ้าถามอีกว่า หัวหน้าของเขาทราบเรื่องที่ทุกคนรู้หรือไม่ เขาคงได้แต่ตอบเพียงในใจว่า เรื่องบางเรื่อง ก็มีคำตอบที่รู้กันอยู่แก่ใจโดยไม่จำเป็นต้องถามแม้แต่คำเดียว

 

ก่อนแยกย้ายกันกลับ เขาเห็นสารวัตรเฟย์และด็อกเตอร์ฟอล์กเนอร์หยุดยืนอยู่ข้างรถคนละฝั่ง แล้วใช้ภาษาเงียบคุยกันอีกครั้งโดยมีคำพูดหลุดออกมาแค่เล็กน้อยก่อนพากันขึ้นรถและขับจากไป ทิ้งให้เขายืนวิเคราะห์อยู่เพียงลำพังว่าทั้งสองอาจส่งกระแสจิตคุยเรื่องอะไรบางอย่างอีกแล้วก็เป็นได้

 

:.:.:.:.:.:.:

 

ในความเป็นจริงที่วิลเลียมไม่มีวันล่วงรู้ได้ก็คือ…

 

“ก่อนกลับบ้านเดี๋ยวผมขอแวะร้านเสื้อผ้านิดนึงนะ” ไมเคิลเอ่ยขึ้นขณะที่มือของเขากำลังเปิดประตูรถ และโทเบียสกำลังยืนอยู่อีกฟากหนึ่งเพราะเพิ่งเดินถึงประตูรถด้านตรงข้าม

 

“ได้สิครับ แต่เมื่อวันก่อนคุณเพิ่งซื้อเสื้อไปไม่ใช่เหรอ”

 

ไมเคิลยิ้มน้อยๆแล้วชี้ที่เสื้อสเวตเตอร์ภายใต้เสื้อโค้ตสีเข้มของเขา “ผมเจอร้านเสื้อแบบที่คุณเคยพูดถึง”

 

เขายิ่งส่งยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนฝั่งตรงข้ามที่ขมวดคิ้วน้อยๆ หรี่ตา และขยับปากมุบมิบเหมือนอยากจะยิ้มแต่ก็ฝืนเอาไว้ในเวลาเดียวกัน เพราะร้านเสื้อที่ไมเคิลพูดถึงนั้นสืบเนื่องมาจากราวๆหนึ่งเดือนก่อนเขาได้ยินโทเบียสพูดถึงเสื้อสเวตเตอร์ที่ทำจากขนของตัวอัลปาก้า และบ่นอยากรู้ว่าระหว่างแคชเมียร์กับขนอัลปาก้าอย่างไหนจะมีความนุ่มมากกว่ากัน แล้วเรื่องนั้นก็ถูกลืมไปเหมือนเป็นแค่การพูดถึงแบบลอยๆและไม่ได้รับการใส่ใจจากเจ้าตัวมากนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนสิ่งที่ไมเคิลพูดจะดึงความทรงจำเล็กๆนั้นกลับขึ้นมาและทำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยรอยยิ้มแบบรู้ทันของเขา

 

ไมเคิลยกคิ้วทั้งสองพร้อมยิ้มกว้างเป็นการขอคำยืนยัน ส่วนโทเบียสซึ่งยังฝืนไม่ให้ยิ้มก็พยักหน้าเบาๆเป็นคำตอบ

 

:.:.:.:.:.:.:

 

อัลเฟรด คอร์ตนีย์ แอบยืนมองคนที่เป็นทั้งเพื่อนสมัยเด็กและเพื่อนร่วมบ้าน โทเบียส ฟอล์กเนอร์ นั่งคุยกับสารวัตรสืบสวนไมเคิล เฟย์ อยู่ในห้องรับแขกด้วยภาษาตาเหมือนเป็นเรื่องชาชิน เขารู้ได้จากความเงียบที่แทรกมาเป็นระยะ การจ้องมอง ลักษณะทางกายอีกหลายอย่างที่บ่งบอกว่าพวกเขากำลังสื่อสารกันด้วยข้อความที่คนภายนอกไม่อาจเข้าใจได้ อันที่จริงส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็พูดคุยกันแบบปกติ แต่ก็มีบางทีที่เหมือนกับโต้ตอบกันด้วยลักษณะทางร่างกายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอัลเฟรดไม่ได้คิดว่านั่นเป็นเรื่องแปลกประหลาดในเมื่อเขารู้ว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์เป็นแบบใด หรือจะว่าให้ถูกต้องก็คือ เขาไม่ค่อยสนใจเรื่องภาษาพิเศษสำหรับคู่รักคู่นี้เท่าไรนัก เพราะยังไงเนื้อหาในนั้นส่วนใหญ่ก็คงจะไม่มีเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้ว

 

เขาต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเมื่อครั้งที่รู้เรื่องของคนทั้งคู่นั้น ความรู้สึกแรกที่มีต่อเพื่อนของเขาคือความกังวลใจ เพราะคนที่โทเบียสผูกสัมพันธ์ด้วยเป็นคนที่เขาไม่เคยรู้จัก และไม่มีการแนะนำล่วงหน้าในสถานะอื่นมาก่อนนอกเหนือจากการทำความรู้จักเมื่อตอนที่เจอกันครั้งแรกเพราะเรื่องงานของโทเบียสเท่านั้น

 

ซึ่งความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนก็รวดเร็วพอๆกับความสัมพันธ์ที่ก่อตัวจนแม้แต่เจ้าตัวเองก็ยังคาดไม่ถึง

 

ความกังวลใจดังกล่าวของเขาคงหนีไม่พ้นเรื่องในอดีตของโทเบียส เขารู้เรื่องความหลังที่สร้างรอยแผลไปจนชั่วชีวิตให้กับเพื่อน ทั้งรอยแผลทางร่างกายและจิตใจซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างใหญ่หลวง และรู้ว่ากว่าโทเบียสจะกลับมาใช้ชีวิตได้ดังเดิมและประสบความสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่นั้นต้องใช้ความพยายามมากยิ่งกว่าปกติเป็นเท่าทวีคูณ ดังนั้นเมื่อได้ยินเรื่องของสารวัตรเฟย์ เรื่องของอัลฟ่าอีกคนหนึ่งผู้ซึ่งอยู่ๆก็ปรากฏตัวเข้ามาในชีวิตของโทเบียส เขาจึงพูดได้อย่างไม่อ้อมค้อมว่าไม่รู้สึกวางใจเลยแม้แต่นิดเดียว

 

โทเบียสใช้เวลาในการอธิบายว่าตนเองรู้ดีว่ากำลังทำอะไรและขอให้เชื่อใจพวกเขาทั้งสองคนซึ่งท้ายสุดแล้ว อัลเฟรดก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าให้ตามคำขอของเพื่อน คือเข้าใจ และเชื่อใจในตัวสารวัตรเฟย์

 

แม้ว่าเขาคนนั้นจะเคยทำให้ความไว้ใจของอัลเฟรดสั่นคลอนตั้งแต่วันแรกก็ตามที

 

วันนั้นเป็นวันที่โทเบียสออกจากบ้านไปพร้อมกับสารวัตรเฟย์เป็นครั้งแรก และกลับมาด้วยกลิ่นที่ต่างไปจากเดิม รวมทั้งท่าทางที่ต่างไปจากเดิมเช่นกัน

 

อัลเฟรดทิ้งช่วงเวลาให้กับเพื่อนระยะหนึ่งกว่าจะถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นซึ่งโทเบียสก็ยอมบอกเท่าที่เขาจะสามารถทำได้และยังคงยืนยันว่าทุกอย่างยังเรียบร้อยดี ถึงแม้หลังเกิดเรื่องช่วงแรกๆจะดูเหมือนว่ามีความเครียดระบายอยู่บนใบหน้าของโทเบียสตลอดเวลาก็ตาม

 

คำกล่าวที่บอกว่าเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์นั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ใช้ได้เสมอ นั่นคือสิ่งที่โทเบียสได้ให้คำรับรองไว้กับเขาและคนที่ทำให้เป็นจริงก็คือสารวัตรเฟย์ดังที่เพื่อนของเขาบอกเอาไว้ไม่มีผิด กลิ่นที่ถูกทิ้งไว้เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของจากอัลฟ่าบนลำคออาจได้มาด้วยความไม่ตั้งใจและเป็นเหตุฉุกเฉินเพื่อปกป้องเพื่อนของเขาจากอัลฟ่าอีกคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเป็นฝันร้ายคอยตามหลอกหลอนจนแม้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่อาจลืมเลือนได้ ถ้าเป็นคนๆนี้ โทเบียสจะกลายเป็นโอเมก้าที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของอัลฟ่าอย่างไม่มีทางหลีกหนีพ้น แต่สำหรับสารวัตรเฟย์นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเขาไม่ได้ต้องการกดระดับของโทเบียสให้เป็นเพียงแค่โอเมก้าของเขา แต่เป็นเพียงการกระทำเพื่อต้องการปกป้องคนในระดับเดียวกัน คนที่เป็นเพื่อนร่วมงาน และเป็นคนสำคัญ

 

ความรู้สึกไว้วางใจค่อยๆเพิ่มมากขึ้นจนแม้แต่อัลเฟรดก็ไม่ทันรู้ตัวว่ายอมรับได้อย่างสนิทใจตั้งแต่เมื่อใด คงเป็นเพราะการกระทำของสารวัตรเฟย์ที่ปฏิบัติต่อโทเบียสอย่างให้เกียรติเสมอ และไม่เคยทำให้เพื่อนของเขาต้องรู้สึกลำบากใจเหมือนคราวนั้นอีกเลย

 

และตอนนี้เขามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสารวัตรเฟย์จะทำให้เพื่อนของเขาก้าวเดินต่อไปได้ และมีความสุขกับชีวิตที่มีคู่แท้อยู่เคียงข้างอย่างแน่นอน

 

:.:.:.:.:.:.:

 

วันหนึ่งหลังจากเสร็จงานการชันสูตรศพที่โรงพยาบาล โทเบียสติดรถกลับมาพร้อมกับไมเคิลซึ่งมาส่งตามปกติ ทันทีที่เดินมาถึงห้องรับแขก เขาก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาเหมือนคนหมดแรง โดยมีไมเคิลเดินตามมานั่งข้างๆ ท่าทางเหมือนกับเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานไม่ต่างกันมากนัก ซึ่งถ้าเป็นความเหนื่อยจากเรื่องงานเพียงอย่างเดียวจริงๆคงไม่อาจทำให้พวกเขารู้สึกหมดพลังเท่ากับการต้องเผชิญหน้ากับบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับคดีที่เป็นอัลฟ่าระดับสูง และเอาแต่ก่อกวนการทำงานของโทเบียสอย่างยิ่งจนไมเคิลเกือบอดใจไม่ให้เปลี่ยนร่างแล้วกัดเสียซักทีสองทีไม่ได้

 

ถึงแม้ลึกๆแล้วเรื่องในวันนี้จะทำให้หวนกลับไปนึกถึงวันที่พวกเขาได้พบกันเป็นครั้งแรก แต่เป็นในแง่ของการเจออัลฟ่าคุกคามไม่ต่างจากวันนั้น ที่ต่างออกไปก็คือ โทเบียสไม่มีท่าทีหวาดหวั่นจากการถูกข่มตามสัญชาตญาณของโอเมก้า เขาทำเพียงแค่ส่งสายตาเสียดแทงให้แล้วเปลี่ยนไปจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าโดยไม่สนใจความพยายามของอัลฟ่าคนนั้นเลยแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมั่นใจว่าถ้าเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ ไมเคิลที่ยืนอยู่เคียงข้างจะต้องช่วยเขาได้อย่างแน่นอน

 

ความมั่นใจเดียวกันนี้เองที่ทำให้รู้สึกว่าเขาสามารถเผชิญหน้ากับทุกความกลัวได้ และไม่ต้องหวาดผวากับฝันร้ายใดๆอีกต่อไป

 

โทเบียสหลับตาลงและผ่อนลมหายใจยาวออกมา ถอดถอนความไม่สบายใจเมื่อก่อนหน้าออกไปจนหมดสิ้น แล้วปล่อยตัวตามความนุ่มของโซฟา ปล่อยใจไว้กับที่ปลอดภัยที่นั่งอยู่ข้างกายไม่ห่างกัน

 

คนข้างกายยกศอกขึ้นวางบนพนักพิงของโซฟา ใช้หลังมือค่อยๆเกลี่ยต้นคอ ไล่ลงไปตรงจุดที่ต่ำกว่าปกเสื้อเชิ้ตสีขาวภายใต้เสื้อโค้ตจนเจอกับตำแหน่งร่องรอยของกลิ่นที่ตนเคยฝากเครื่องหมายทิ้งไว้เมื่อหลายเดือนก่อนโดยไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่ายมองเห็นสายตาของเขา สายตาที่ยังแฝงความรู้สึกผิดเอาไว้อยู่เสมอเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคราวนั้น

 

ไมเคิลผละมือจากผิวใต้ปกเสื้อแล้วใช้นิ้วแตะที่แก้มเบาๆ เรื่อยขึ้นไปจนเห็นดวงตาสีเขียวพร้อมทั้งรอยยิ้มบางๆซึ่งให้คำตอบกลับมาว่าเรื่องนั้นผ่านไปนานจนเกินกว่าจะเก็บมาคิดเล็กคิดน้อย และเขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอีกต่อไป

 

เขาประทับจูบเบาๆลงไปที่รอยยิ้มนั้น พร้อมทั้งสัญญากับตัวเองว่าจะปกป้องและรักษาเจ้าของดวงตาคู่นี้ให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

 

:.:.:.:.:.:.:

 

ทั้งไมเคิลและโทเบียสไม่รู้ว่าอัลเฟรดยืนยิ้มอยู่หลังกำแพงตรงหน้าห้อง เขาแค่ตั้งใจจะมาถามเผื่อทั้งสองคนที่เหนื่อยจากการทำงานอาจต้องการชาร้อนๆซักแก้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเปลี่ยนใจ เพราะถ้าเข้าไปตอนนี้อาจจะกลายเป็นขัดจังหวะการสนทนาแบบพิเศษไปเสียมากกว่า

 

 


 

**เนื่องจากเพิ่งได้ข้อมูลที่ถูกต้องว่าที่สารวัตรทำกับหมอเป็นแค่ scent mark และยังไม่ได้โดนกัด เพราะงั้น…เอ่อ…เลยลองพยายามแก้ไขดูค่ะแต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเข้าใจและใช้คำได้ถูกต้องหรือเปล่า

มีความมโนมั่วเป็นที่ตั้งมากๆ T T ยังไงขออภัยกับข้อมูลที่ผิดพลาดด้วยนะคะ

 


 

คุณหมอลองใส่สเวตเตอร์อัลปาก้าดูมั้ยล่ะ

TF

ตอนนี้ได้จาก DToL shapeshifters AU ตอนที่ 7 และ side story : TOBIAS ตอนล่าสุดของคุณส้ม ปิยะรักษ์ค่ะ โดนโจมตีรัวๆเลยต้องการ potion มาฟื้นฟูสภาพโดยด่วน /ผิดเรื่อง

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมค่ะ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s