[Fantastic Beasts FanFic] Smile [Graves x Credence]

Title : Smile

Pairing :  Graves/Credence


 

*ยังคงมีสปอยเนื้อเรื่องค่ะ*

ตอนแรก → Again

ตอนสอง → Tremble

 

screenshot_2016-11-28-21-05-59-1

 

มีใครบางคนเคยบอกว่าความสงสัยอาจก่อให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดและอันตราย โดยธรรมชาติมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบตั้งคำถาม ทั้งกับเรื่องที่ตนไม่รู้ เมื่อรู้และยังไม่เข้าใจก็จะถามซ้ำ หรือบางครั้ง แม้ตนเองจะรู้อยู่แล้วแต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้

และบางครั้ง ก็รู้ดีว่าไม่ว่าจะขวนขวายหาจากที่ใดก็ไม่มีทางได้รับคำตอบ เพราะมัวเฝ้ามองหาแต่คำตอบที่ตนเองต้องการ ไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง

อาจใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน ความสงสัยของเกรฟส์ในช่วงนี้ไม่ใคร่จะเกิดประโยชน์กับใครหรือสิ่งใดโดยเฉพาะในฐานะหัวหน้ามือปราบมารแห่งมาคูซา สภาเวทมนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังสงสัย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ อดสงสัยไม่ได้ตามประสามนุษย์ธรรมดาทั่วไป

โดยเฉพาะตอนนี้ คงเป็นเรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นครีเดนซ์ยิ้มเลยซักครั้งเดียว

ตั้งแต่ครั้งแรกพบ จนถึงตอนที่ต่างคนต่างเปิดเผยตัวว่าเป็นคนของชุมชนผู้วิเศษ เขาเป็นผู้มีพลัง ส่วนครีเดนซ์ไม่มี แต่ก็เป็นทายาทผู้สืบเชื้อสายจากผู้ใช้เวทมนตร์ หากนับเวลาจากเหตุการณ์ในคราวนั้นจนถึงปัจจุบันซึ่งล่วงเลยมาเกินกว่าครึ่งปี เกรฟส์คิดว่าเด็กหนุ่มห้องตรงข้ามคงจะชินกันการพบกันหน้าประตูห้องพร้อมถือเครื่องดื่มอุ่นๆมาให้เพื่อต้อนรับกลับบ้านหลังเลิกงานที่สภา กินมื้อค่ำฝีมือของเขาสัปดาห์ละครั้งหรือสองครั้งเมื่อกลับถึงบ้านไม่ดึกมากหรืออาจเป็นวันหยุดซักวันที่ไม่ติดธุระอะไร บางครั้งก็สลับกันถ้าครีเดนซ์อาสาเป็นฝ่ายทำอาหารง่ายๆที่บ้านของตนเองเลี้ยงตอบแทนบ้าง ถึงทั้งคู่จะรู้ว่าใช้เวทมนตร์สะดวกและรวดเร็วกว่า แต่ครีเดนซ์ก็ยังยืนยัน และเกรฟส์ก็ยอมให้เป็นไปตามนั้น

เหลือเพียงสิ่งเดียวนอกเหนือจากการสนทนาที่ดูคุ้นเคยมากขึ้น ขัดเขิน ก้มหน้า และหลบตาน้อยลง นั่นก็คือรอยยิ้มของครีเดนซ์ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งหาได้ยากยิ่งกว่ามีคนเจอมังกรซักตัวนอนหงายท้องผึ่งพุงอาบแดดในเซ็นทรัลปาร์คเสียอีก

แน่นอนว่าเขาสงสัย แต่ไม่เคยคิดจะถาม เพราะถ้ารวมระยะเวลาการทำความรู้จักระหว่างเขากับครีเดนซ์จะเกือบถึงหนึ่งปีแล้วก็จริง ท่าทีของครีเดนซ์ก็ยังไม่อาจเรียกว่าสนิทชิดเชื้อหรือไม่เข้าใกล้คำนั้นเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงออก ดีที่สุดเท่าที่ทำได้คือมีท่าทางผ่อนคลายมากกว่าตอนพบกันครั้งแรกเท่านั้น เกรฟส์เคยลองถามเรื่องนี้กับทีน่าเนื่องจากเขารู้ว่าครีเดนซ์ทำงานที่ร้านขนมปังของสามีของน้องสาวเธอ และได้คำตอบว่าเด็กหนุ่มได้รับผลกระทบทางจิตใจตั้งแต่สมัยอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของโนแมจ การโดนทำร้ายร่างกายและต้องทนอยู่อย่างนั้นนานหลายปีทำให้ครีเดนซ์กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร และไม่เปิดใจ แต่หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากคนรู้จักของเธอ ทีน่ารับอาสาดูแลต่อและฝากครีเดนซ์ให้ทำงานในร้านของเจคอบซึ่งเต็มใจช่วยอย่างเต็มที่เนื่องจากกิจการร้านขนมปังกำลังเติบโตและต้องการผู้ช่วยอีกหลายตำแหน่งในเวลานั้น เธอบอกว่าถึงพ่อแม่ที่เสียไปแล้วจะทิ้งมรดกไว้มากมาย แต่การให้เด็กหนุ่มได้ทำงานพบปะผู้อื่นบ้างอาจช่วยให้สามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับคนอื่นๆทั้งในสังคมของโนแมจและสังคมของผู้วิเศษได้ดียิ่งขึ้น

ทีน่ายังเล่าอีกว่า เธอได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆแก่ครีเดนซ์อย่างเช่นให้เขาลองเริ่มจากการทำความรู้จักหรือเป็นฝ่ายกล่าวคำทักทายง่ายๆกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงก่อน ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปและถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี

ถึงตอนนี้ ภาพการพบกันครั้งแรกย้อนกลับมาอีกครั้ง เกรฟส์เข้าใจแล้วว่าทำไมวันนั้นจึงเปิดประตูห้องออกมาพบกับเด็กหนุ่มท่าทางขี้อาย หิ้วกระเป๋าใบใหญ่พลางก้มหน้าก้มตาพูดแนะนำตัวด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับกลัวใครก็ตามแม้กระทั่งเจ้าของห้องตรงหน้าของตนเองจะได้ยิน

คำตอบของทีน่าช่วยไขข้อข้องใจของเขาได้หลายอย่าง เป็นต้นว่าครีเดนซ์ไม่ได้รู้จักกับเธอเพียงเพราะเธอเกี่ยวข้องกับเจ้าของร้านขนมปัง แต่รู้จักกันมาก่อนในฐานะคนดูแลหลังจากถูกช่วยออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือสาเหตุของกิริยาอาการต่างๆของครีเดนซ์ที่มักดูเหมือนหวาดระแวงบางสิ่งซึ่งแม้แต่เจ้าตัวเองก็มักจะแสดงออกโดยไม่รู้ตัวอยู่เสมอ

แต่นั่น

ก็ยังไม่ได้ช่วยให้ความสงสัย ณ ขณะนี้ของเขาคลายลงแต่อย่างใด

ภายในห้องนั่งเล่นเหลือแต่ความสว่างจากเตาผิง เงาดำและแสงไฟไหววูบสลับกันไปมาตามการปลิวเคลื่อนของเปลวเพลิงกองใหญ่ในช่องลึกทรงสี่เหลี่ยม ชายสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โซฟา เจ้าของบ้านยึดโซฟาตัวเดี่ยวเป็นที่พึ่งเอนกาย ส่วนผู้เป็นแขกนั่งค้อมตัวเหมือนอย่างทุกทีอยู่ตรงโซฟายาวที่อยู่ติดกัน

วันนี้เกรฟส์รับอาสาเป็นฝ่ายเจ้าบ้านสำหรับอาหารมื้อค่ำ เขารีบสะสางงานที่มาคูซาแล้วแวะไปรับครีเดนซ์ซึ่งรออยู่หน้าร้านขนมปังที่ตนเองทำงานอยู่ เจคอบเจ้าของร้านขนมปังปิดร้านและกลับไปนานแล้ว แต่เด็กหนุ่มยังคงยืนรออยู่อย่างนั้น ปล่อยความมืดของยามราตรีค่อยๆโรยตัวลงมาตามเวลาอย่างเที่ยงตรง แสงสว่างถูกลบเลือนจากขอบฟ้า ทดแทนด้วยแสงสังเคราะห์จากโคมไฟถนนสูงขึ้นไปเหนือศีรษะที่ยังพอทำให้การรอคอยไม่วังเวงมากเกินไปนัก

เกรฟส์รู้ตัวว่าสาย ถึงแม้ว่าเขาจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเพื่อย้ายตนเองมาอยู่ตรงมุมมืดของตึกฟากตรงข้ามด้วยเวทมนตร์ แล้วเดินออกมามองเห็นคู่นัดกำลังยืนรอและเปลี่ยนสีหน้าทันทีเมื่อเห็นว่าเขามาถึงในที่สุด ใบหน้าของครีเดนซ์ดูร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อน แต่นอกเหนือจากนั้นก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยน นั่นคือ ไม่มีรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย

แม้ขณะกำลังนั่งคุยกันหลังมื้อค่ำมาได้ซักพักอย่างตอนนี้ ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร หรือลองเล่าเรื่องชวนหัวแค่ไหน ก็ล้วนแต่ยิ่งทำให้ความพยายามของเขาล้มไม่เป็นท่า เพราะนอกจากครีเดนซ์จะไม่ยิ้มหรือหัวเราะ แต่ยังดูท่าว่าจะไม่เข้าใจเรื่องตลกเกี่ยวกับพ่อมดแก่ของเขาเสียอีกด้วย

“มีอะไรที่อยากรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์บ้างไหม”

เกรฟส์ยอมแพ้ และเปลี่ยนให้ครีเดนซ์ได้ถามบ้าง ก่อนหน้านั้นเมื่อมีโอกาสอย่างเช่นวันนี้ เขาจะเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาด้วยคำถามเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งเรื่องในวัยเด็กของครีเดนซ์ การใช้ชีวิตอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือรวมถึงชีวิตหลังจากนั้น พวกเขามีเวลามากขึ้นในการคุยรายละเอียดของเรื่องต่างๆและเกรฟส์เข้าใจว่าอีกฝ่ายพยายามตอบเท่าที่จะทำได้ แต่ยังมีบางเรื่องที่เด็กหนุ่มไม่อยากพูด หรือไม่ก็ไม่อยากย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องเหล่านั้นซึ่งเขาเองก็ไม่เคยคะยั้นคะยอเพราะรู้ว่าครีเดนซ์ต้องการเวลามากกว่านี้อีกนิด และไม่คิดว่าเป็นการเสียเวลาถ้าต้องรอให้คนตรงหน้าไว้ใจมากพอจนสามารถเล่าเรื่องที่ยังติดค้างให้ฟังได้อย่างสนิทใจเมื่อเวลาอันสมควรมาถึง

การเปลี่ยนเป็นฝ่ายถามก็ดูจะเป็นที่ชื่นชอบอยู่ไม่น้อย ถ้าการสนทนาจบลงด้วยคำถามที่ครีเดนซ์ลังเลกับคำตอบและไม่อาจตอบได้ในท้ายสุด เกรฟส์จะสลับตำแหน่งให้ตนเองเป็นผู้ตอบคำถามและปล่อยให้เด็กหนุ่มถามเรื่องที่อยากรู้จนพอใจ เช่นเรื่องของชุมชนพ่อมดแม่มดในอเมริกา การหลบซ่อนและปกปิดตนเองอย่างไรไม่ให้โนแมจรู้ตัวหรือสังเกตเห็นได้ เรื่องสถานที่ทำงานและงานประจำของเขา แต่ในบรรดาเรื่องต่างๆทั้งหมดนี้ เรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนสำหรับพ่อมดแม่มดเป็นสิ่งที่ครีเดนซ์ให้ความสนใจมากที่สุด โดยเฉพาะจุดเริ่มต้นของการใช้เวทมนตร์ของพ่อมดแม่มดทุกคน

เรื่องในรั้วโรงเรียนเวทมนตร์มีอะไรให้เล่าได้ไม่รู้จบเพราะประสบการณ์การเรียนการสอนย่อมแตกต่างจากโรงเรียนของโนแมจโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีโอกาสถาม ครีเดนซ์จึงมีท่าทางกระตือรือร้นเป็นพิเศษเมื่อได้ฟังเกรฟส์เล่าเรื่องการคัดสรรบรรดาพ่อมดแม่มดรุ่นเยาว์ของแต่ละบ้าน วิชาเรียนต่างๆในแต่ละเทอม รวมถึงกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจในโรงเรียน

พอเริ่มขุดคุ้ยความทรงจำเก่าๆให้กลับคืนมาก็ยิ่งมีเรื่องชวนให้รำลึกถึงมากขึ้นทุกที จนเกรฟส์คิดว่าเขาอาจต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะพูดถึงชีวิตสมัยอยู่โรงเรียนเวทมนตร์ทั้งหมดให้จบลงภายในระยะเวลาแค่หลังอาหารค่ำได้

“สิ่งสำคัญสำหรับการใช้เวทมนตร์ของพ่อมดแม่มดคือไม้กายสิทธิ์และคาถาต่างๆซึ่งจะช่วยในการควบคุมพลังของเราเพื่อให้ใช้มันได้อย่างถูกต้อง”

“แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องทำท่าทางหรือทำมือแบบไหนถึงจะร่ายคาถาได้ถูกต้องล่ะครับ หรือว่าแค่พูดชื่อคาถาให้ถูกก็พอ”

ครีเดนซ์พูดด้วยสีหน้าจริงจังจนคนถูกถามแอบนึกขำในใจ เกรฟส์จึงลุกจากโซฟาแล้วเดินไปทางตู้เก็บของใกล้กับชั้นวางหนังสือทางด้านหลัง บนตู้ขนาดความสูงประมาณเหนือเอวเล็กน้อยมีกล่องไม้สีน้ำตาลไหม้ทรงสี่เหลี่ยมแนวยาววางอยู่ เขาเปิดฝากล่อง หยิบแท่งไม้ปลายเรียวสีดำความยาวไม่เกินสิบห้านิ้วออกมาถือไว้ทั้งสองมือ

ไม้กายสิทธิ์ทำจากไม้อีโบนีขัดจนเรียบเป็นมันเงาตกแต่งด้วยด้ามจับสีเงินถูกส่งคืนกลับสู่เจ้าของที่แท้จริงหลังจากได้รับการตรวจสอบว่าปลอดภัยและไม่มีคาถาหรือคำสาปใดตกค้างอยู่ ครีเดนซ์ยังจำได้ดีเพราะเขาเคยเห็นกรินเดลวัลด์ในร่างของเกรฟส์ใช้มันมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง โดยเฉพาะได้รู้ซึ้งถึงอันตรายของมันหากผู้ถือครองเลือกใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องดังเช่นเหตุการณ์ในสถานีรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กเมื่อไม่กี่ปีก่อน ขณะที่เขายังไม่เคยเห็นเกรฟส์ตัวจริงใช้ไม้กายสิทธิ์ด้วยสาเหตุอื่นนอกจากจัดการเรื่องภายในบ้าน อย่างเช่นมื้อค่ำที่เพิ่งผ่านมาเป็นต้น

อันที่จริงครีเดนซ์ไม่ได้สนใจทั้งผู้ใช้คนเก่าของมันหรือสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้นั้นอีกแล้ว ตอนนี้เขากำลังเพ่งดูของในมือของเกรฟส์ซึ่งยื่นส่งให้และรับมาถือไว้ด้วยความไม่แน่ใจนัก เขามองไม้กายสิทธิ์ผิวเรียบเพรียวบางสลับกับเจ้าของ แววตาสงสัยทำให้ฝ่ายตรงข้ามกระตุกมุมปากยิ้มบางๆ

“ฉันคิดว่าเธอควรลองใช้มันนะ” เกรฟส์พูดยิ้มๆ “มาสิ ฉันจะสอนให้”

บทเรียนแรกสำหรับการใช้ไม้กายสิทธิ์ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอย่างที่ครีเดนซ์คาดเอาไว้ เกรฟส์พูดถึงองค์ประกอบสำคัญสามสิ่งที่จำเป็นสำหรับการใช้เวทมนตร์คือ ไม้กายสิทธิ์ คาถา และพลังเวทมนตร์ ซึ่งสำหรับเขาแล้วคงจะขาดแค่อย่างสุดท้ายเท่านั้น แต่ครีเดนซ์ก็ไม่ได้ขัดการเรียนการสอนชั่วโมงพิเศษอย่างเช่นเวลานี้ เขาปล่อยให้เกรฟส์จัดท่าทาง จับข้อศอก ยกแขนเพื่อให้ได้องศาที่เหมาะสม ถึงจะคิดว่ามันดูแปลกพิกลอยู่บ้างก็ตาม

“ง่ายๆ เหมือนการเต้นรำ ครีเดนซ์ นึกถึงการเต้นรำไว้” เกรฟส์ยืนอยู่ต่อหน้าเด็กหนุ่ม เคลื่อนมือไปในอากาศราวกับผู้ควบคุมวงดนตรีส่งสัญญาณให้นักดนตรีเตรียมพร้อมเริ่มบรรเลงเพลง

“แต่ผมไม่เคยเต้นรำ ผมไม่รู้ว่าต้องทำยังไง–”

ครีเดนซ์หันมองตามเมื่อเห็นว่าผู้สอนเดินไปทางด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับมือขวาข้างที่ถือไม้กายสิทธิ์ ส่วนอีกข้างวางทาบอยู่บนหลังของเขา

“หลังต้องตั้งตรง” มือใหญ่ของเกรฟส์ค่อยๆลูบไปตามแผ่นหลังจากบนลงล่างอย่างแผ่วเบา “แล้วก็อย่าเกร็งช่วงเอว” เขาวางมือค้างอยู่ตรงจุดดังกล่าว และถึงจะบอกให้เด็กหนุ่มทำตาม แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้ร่างกายของอีกฝ่ายเกร็งมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

“ค…คุณเกรฟส์” เสียงเล็ดลอดออกมาแบบตะกุกตะกัก ครีเดนซ์รู้สึกว่าได้ยินเสียงกลองรัวดังจากหน้าอกจนรู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อย ได้แต่หวังว่าหัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะจะไม่ส่งเสียงไปถึงคนข้างหลัง ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องขอให้สอนใช้คาถาเสกตัวเองให้หายไปอยู่ในที่ไกลๆด้วยความกระดากอายเสียแทน

“ลองทำท่าร่ายคาถาดูก่อนสิ”

เกรฟส์สัมผัสได้ว่ามือที่ตนเกาะกุมอยู่นั้นแข็งทื่อและเคลื่อนไหวไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้สำหรับใครก็ตามที่ไม่เคยจับ ไม่เคยใช้ไม้กายสิทธิ์หรือใช้เวทมนตร์มาก่อน เสียงหัวเราะเบาๆจากด้านหลังทำให้ครีเดนซ์หันไปมองด้วยท่าทางเก้ๆกังๆและพบว่าเจ้าของเสียงทำสีหน้าเหมือนขอโทษขอโพยที่อดหัวเราะไม่ได้

“ผมคงทำไม่ได้หรอกครับ” ครีเดนซ์หันกลับ ก้มหน้าหลบตาด้วยความขัดเขินเกินจะบรรยาย

“ชู่ว…เธอต้องใช้สมาธินะ”

เสียงทุ้มต่ำขยับเข้ามาใกล้จนสัมผัสถึงลมหายใจจากถ้อยคำสุดท้ายได้ ยิ่งใกล้ แรงสะเทือนตรงหน้าอกก็ยิ่งหนักข้อขึ้นทุกที ใบหน้าร้อนวาบเมื่อมือตรงข้างเอวเลื่อนขึ้นมาตามสีข้าง ก่อนจะย้ายไปที่ข้อศอก แล้วจบลงตรงข้อมือเป็นจุดสุดท้าย

“แค่เคลื่อนไหวไปตามมือของฉัน แค่นั้นก็พอ”

จากนั้นมือทั้งสองข้างของครีเดนซ์ก็เริ่มวาดไหวไปมาเหมือนอย่างที่เขาเคยเห็นเกรฟส์ร่ายคาถามานับครั้งไม่ถ้วน สัมผัสตรงข้อมือชี้นำการเคลื่อนที่ให้เป็นไปอย่างนุ่มนวล แต่เด็กหนุ่มกลับตื่นเต้นจนแทบไม่รู้ว่าควรจดจ่ออยู่กับสิ่งใดมากกว่ากันระหว่างมือ ไม้กายสิทธิ์ หรือร่างที่แนบอยู่กับแผ่นหลังของตนเอง

ผู้สอนดันร่างของตนให้ยิ่งชิดขึ้นไปอีกจนไม่เหลือที่ว่างให้เด็กหนุ่มพักหายใจจากอาการตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย เขาแค่ต้องการดูว่าท่าทางของครีเดนซ์ถูกต้องแล้วหรือไม่ พลางขยับสองมือของอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคิดว่าร่างกายเริ่มชินกับการเคลื่อนไหว และมีอาการเกร็งหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“พร้อมสำหรับการใช้เวทมนตร์แล้วหรือยัง”

ทันทีที่เกรฟส์เอ่ยคาถาขึ้นในใจ ลำแสงสว่างแสบตาก็พลันพวยพุ่งออกจากปลายไม้สีดำอย่างไม่ขาดสาย เกิดแรงสั่นสะเทือนจนครีเดนซ์เกือบยึดไม้เอาไว้ไม่อยู่แต่เกรฟส์ก็ช่วยจับมือของเขาเอาไว้ให้ถือได้อย่างหนักแน่นและมั่นคง

ภาพในห้องนั่งเล่นขณะนี้คือความน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าทุกสิ่งที่ครีเดนซ์เคยเห็นมา แสงสีรุ้งหมุนลอยเป็นวงอยู่ในอากาศรอบๆตัวของพวกเขารวมกับสายแสงที่ยังพุ่งออกมาไม่หยุด บางส่วนระเบิดออกเป็นละอองดาวสีเงินกระจายไปทั่ว เปลี่ยนสภาพให้ทั้งห้องกลายเป็นท้องฟ้าประดับด้วยหมู่ดาวในราตรีกาล แสงระยิบระยับส่องสว่างแล้วสลายไปเมื่อลอยลงถึงพื้นเบื้องล่าง วนเวียนอยู่เช่นนี้อย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น

ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ดังนั้นจึงไม่เคยรับมือกับความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นและท่วมท้นอยู่ในจิตใจ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่ามีอยู่ บัดนี้กลับกลายเป็นความรู้สึกที่ยากเกินกว่าจะปิดกั้นเอาไว้ได้

“คุณเกรฟส์ ดูสิ” ครีเดนซ์เผลอร้องเรียกเสียงดังอย่างลืมตัว “ผมใช้เวทมนตร์ได้!”

ใบหน้าที่เคยหม่นหมองเป็นนิจเผยรอยยิ้มสดใส ดวงตาสีน้ำตาลของครีเดนซ์เป็นประกายสะท้อนแสงพร่างพราวของสะเก็ดเงินกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งห้องจากคาถาของเกรฟส์ เด็กหนุ่มหันมามองเขา ยิ้มกว้าง และหัวเราะเบาๆอย่างพึงพอใจเหมือนไม่เคยเห็นภาพที่ทำให้รู้สึกตื่นเต้นมากเท่านี้มาก่อนในชีวิต

สำหรับเกรฟส์ ภาพตรงหน้าของเขาก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์เช่นกัน เขาไม่คาดคิดว่าจะได้อะไรมากไปกว่าขอแค่ได้เห็นเด็กหนุ่มมีความสุขซักครั้งเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเกินกว่าความคาดหวังไปมาก เขาได้เห็นอีกฝ่ายทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ เป็นรอยยิ้มที่สัมผัสได้ว่ามีความสุขล้นเปี่ยมอยู่ในนั้นจริงๆ

ละอองเวทมนตร์หลงเหลือติดกับปลายไม้อีโบนีสีดำแค่เล็กน้อย ส่วนที่ล่องลอยภายในห้องเมื่อตกลงสู่พื้นทั้งหมดก็ค่อยๆเลือนหาย ละทิ้งให้เหลือแค่แสงจากเปลวไฟในเตาผิงส่องสว่างเพียงลำพัง

“ขอบคุณมากครับ”

คำพูดของครีเดนซ์ทำให้เกรฟส์ประหลาดใจ เขาไม่เห็นความจำเป็นและไม่คิดว่าตนเองควรได้รับคำขอบคุณเลยซักนิด “ฉันไม่ได้ทำอะไร เธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอก”

“ต้องขอบคุณสิครับ ที่ทำให้คนธรรมดาอย่างผมได้เห็นอะไรที่วิเศษขนาดนี้” ครีเดนซ์ลดมือทั้งสองข้างลงจนหลุดจากพันธนาการของคนข้างหลัง เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเกรฟส์แล้วยื่นไม้กายสิทธิ์ส่งคืนให้

“ผมจะไม่มีวันลืมเลย”

ร่องรอยของความสุขยังคงระบายอยู่บนใบหน้า เขารู้ดีว่าเวทมนตร์เมื่อครู่ไม่ได้เกิดจากตนเอง แต่อย่างน้อยก็ทำให้นึกถึงความหวังจากคำสัญญาของใครคนหนึ่งซึ่งพบในภายหลังว่านั่นเป็นแค่สัญญาลวง ความสิ้นหวังให้พลังที่เขาไม่ต้องการและต้องจมปลักอยู่มันมาตลอดแม้จะลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนก็ตามที

แต่เวลานี้ครีเดนซ์ปรารถนาอยากจะเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจว่าจะไม่กลับไปเป็นเช่นนั้นอีกหากความรู้สึกเป็นสุขมีอำนาจเหนือกว่าพลังมืด ซึ่งอาจช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่โดนพลังร้ายกัดกินให้ร่างสูญสลาย และได้ใช้ชีวิตยืนยาวจนกระทั่งกลายเป็นคนสำคัญสำหรับใครซักคน เท่านี้ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

“เด็กน้อย โลกนี้ยังมีสิ่งวิเศษมากมายรอให้พบเจออยู่นะ” เกรฟส์เอ่ยขึ้นหลังจากใคร่ครวญและพยายามทำความเข้าใจคำพูดของอีกฝ่าย เขาอาจรู้จักครีเดนซ์ไม่นานพอจะเข้าใจทั้งหมดว่าคนตรงหน้าต้องพบเจออะไรมาบ้าง ในความคิดของเขาจึงมีแต่สิ่งที่อยากทำถ้าสามารถทำได้ด้วยเหตุผลง่ายๆเพียงเพราะว่าอยากเห็นรอยยิ้มเต็มไปด้วยความสุขแบบนั้นอีกครั้ง

หรือหลายครั้งถ้าเป็นไปได้

“แม้แต่โลกของโนแมจเองก็ยังมีคนอีกมากที่เธอยังไม่เคยเจอ สถานที่สวยงามที่เธอยังไม่เคยไป แล้วกับโลกของพ่อมดแม่มดเธอไม่คิดว่าจะได้พบเจอมากยิ่งกว่านั้นหรือ สิ่งมหัศจรรย์ในโลกนี้ยังอีกมากนัก ครีเดนซ์ หลายสิ่งที่เธอไม่เคยเห็น ฉันจะทำให้เธอเห็น สิ่งไหนที่พอทำให้ได้ ฉันจะทำให้” เขารับไม้กายสิทธิ์คืนแล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กหนุ่ม แย้มยิ้มจางๆก่อนจะวางมือลงตรงข้างแก้มเบาๆ “และเธอก็ไม่จำเป็นต้องจดจำเพื่อไม่ให้ลืมสิ่งเหล่านั้น เพราะเธอคงจำทั้งหมดไม่ไหวหรอก”

ครีเดนซ์จ้องมองดวงตาแห่งความจริงใจคู่นั้นราวกับกำลังค้นหาบางสิ่ง เขาไม่อาจบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้ว่าสิ่งที่เกรฟส์พูดนั้นมีความหมายมากมายแค่ไหน ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำสีหน้าอย่างไรเพราะรู้สึกได้แต่ใบหน้าร้อนวาบ ภาพตรงหน้าพร่าเบลอ และดวงตาเหมือนจะกักเก็บอะไรก็ตามที่เอ่อคลอเต็มเบ้าเอาไว้ไม่ได้

เขายังคงรู้สึกผิดที่ต้องปิดบังเกรฟส์ รู้สึกผิดต่อนิวท์และทีน่าที่ต้องคอยช่วยทุกวิถีทางเพื่อให้เขากลับมาใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์กได้อย่างปลอดภัย และเพื่อคนเหล่านี้ เขาตั้งใจไว้ว่าจะต้องมีชีวิตอย่างมีความสุขให้สมกับความปรารถนาดีที่คนรอบข้างมีให้

ถึงดวงตาจะเริ่มแดงช้ำ ถึงน้ำตาจะท่วมท้นจนเกือบรินไหล แต่ครีเดนซ์ก็ยังยินดีรับความรู้สึกต่างๆที่ทุ่มโถมเข้ามาในเวลานี้ด้วยรอยยิ้ม

รวมถึงยิ้ม…ให้กับคนสำคัญของเขา

“แค่ได้พบกับคุณก็เป็นเรื่องวิเศษที่สุดในชีวิตของผมแล้วครับ” เขาพูดพร้อมยิ้มทั้งน้ำตาคลอ “คุณดีกับผมมากจริงๆ เท่านี้ผมก็ไม่รู้จะขออะไรจากคุณอีกแล้ว”

ก่อนจะคิดอะไรอื่นได้ทันขาก็ก้าวขยับเข้าไปจนชิด แขนทั้งสองผายออกแล้วโอบรอบบ่าของเด็กหนุ่มเอาไว้ เกรฟส์กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นหวังว่าจะแบ่งเบาภาระความรู้สึกภายในต่างๆลงได้บ้าง เพราะถึงแม้จะเป็นน้ำตาที่งดงาม แต่เขาก็ไม่อยากเห็นครีเดนซ์ร้องไห้อีกไม่ว่าจะเป็นน้ำตาจากสาเหตุใดก็ตาม

“เธอขอได้ ขอมาเถอะ อย่างที่ฉันบอกไปแล้ว ถ้าทำได้ฉันจะทำให้” เขาคลายวงแขนแล้วจับไหล่ทั้งสองข้างของครีเดนซ์ถอยออกห่างเพื่อให้มองเห็นใบหน้าได้ถนัด”เว้นแต่ว่าถ้าอยากได้มังกรซักตัว เรื่องนั้นฉันคงต้องขอคิดอีกที”

เสียงหัวเราะสดใสดังขึ้นทำให้เกรฟส์โล่งใจเพราะนั่นแสดงว่าอย่างน้อยเรื่องตลกของเขายังพอใช้การได้ ทั้งสองยืนอยู่อย่างนั้นโดยไร้คำพูดใดๆอยู่พักหนึ่งจนครีเดนซ์เป็นฝ่ายทำลายความเงียบในที่สุด

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอให้คุณสอนเรื่องเวทมนตร์อีกได้มั้ยครับ” สีหน้าของเขากลับไปเป็นเด็กหนุ่มขี้อายและหลบตาระหว่างพูดคนเดิมอีกครั้ง “ถึงผมจะไม่มีพลังจริงๆ แต่ความรู้สึกที่ได้ทำสิ่งต่างๆเหมือนกับตัวเองมีเวทมนตร์มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก”

“ได้แน่นอน ฉันสัญญา” เกรฟส์ยิ้มตอบแววตาเป็นประกายของคนตรงหน้าหลังจากเจ้าตัวได้ยินคำมั่นสัญญาจากเขา

“เวทมนตร์คือการสรรสร้างสิ่งมหัศจรรย์ ครีเดนซ์ จำข้อนี้ไว้อย่าลืมเสียล่ะ”

เกรฟส์บอกครีเดนซ์และบอกตัวเองไปพร้อมๆกัน เพราะหากเรื่องมหัศจรรย์ของอีกฝ่ายเกิดจากบรรดาสารพัดสิ่งที่เวทมนตร์สร้างขึ้น เรื่องมหัศจรรย์สำหรับเขาก็คือการที่เวทมนตร์ได้สร้างรอยยิ้มบนใบหน้าเศร้าหมองอยู่เสมอนั้นเช่นกัน

สุดท้ายแล้ว เรื่องสงสัยของเขาก็คลี่คลายลงพร้อมกับความสุขของครีเดนซ์ที่เขาสัมผัสได้นั่นเอง

 


 

ระหว่างเขียนเรื่องนี้เผอิญไปเห็นแฟนอาร์ตคุณเกรฟส์สอนครีเดนซ์ใช้เวทมนตร์ท่าแบบเดียวกันเลยฟฟฟ กรี๊ดมาก แต่ก็รู้สึกพ่ายแพ้ด้วย เขียนช้ากว่าเขา55 ฮือออ แต่ไม่เป็นไร เพราะเปลี่ยนไม่ได้แล้วก็ถือว่าเป็นฟิคบรรยายแฟนอาร์ตไปเลยแล้วกัน ใสใสมุ้งมิ้งให้เต็มที่!

ตอนนี้เหมือนจะลวกและเพ้อเจ้อกว่าเดิม เพิ่มเติมคือ สั้นแค่นี้แต่ช้าจัง… สองอาทิตย์ก่อนปิดคริสต์มาสงานเยอะแถมวุ่นวายมากไม่มีเวลาให้แอบเขียนเลย กลับบ้านมาสลบเหมือด T T ยังไม่รวมส.ค.ส.เรือผีและบลาๆที่ต้องรีบทำให้เสร็จด้วย เป็งลม

Merry Christmas ล่วงหน้าค่ะ ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่าน รวมทั้งสองตอนก่อนหน้านี้ แล้วก็ทุกๆคอมเมนต์ของทั้งสองตอนที่ผ่านมาด้วยนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

 

*เรื่องตลกพ่อมดแก่ อ้างอิงเรื่องของป๋อมแป๋มเทยเที่ยวไทย แต่ไม่ฮาร์ดคอร์เท่าค่ะ 555

 

 

Advertisements

8 thoughts on “[Fantastic Beasts FanFic] Smile [Graves x Credence]

  1. อบอุ่นมากค่ะ ฮืออออออ รักคุณเกรฟส์เวอร์ชั่นอบอุ่นจัง หวังว่าเค้าสองคนจะมีความสุขต่อจากนี้ หวังว่าเครเดนซ์จะได้ไปเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นอีกมากมายด้วยส่ยตาตัวเอง และมีคุณเกรฟส์คอยดูแลกันและกันแบบนี้ตลอดไป ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ

    Like

    1. ขอบคุณเช่นกันค่ะ ถึงแม้ว่าป้าเจเคจะชงเรือและล่าสุดมีแววจะล่มเรือด้วย /orz/ แต่ก็ยังอยากให้คุณเกรฟส์อบอุ่นดูแลน้องต่อไปค่ะฮือออ ขอบคุณที่อ่านนะคะ

      Like

  2. เป็นการเล่าเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไปและอบอุ่นใจมากเลยค่ะ

    วินาทีที่มีเวทมนตร์ออกจากปลายไม้ เราว่ามันคงยิ่งกว่าความดีใจ ยิ่งกว่าความปลื้มปริ่มของน้องมากทีเดียว เหมือนฝันที่ไม่เคยเป็นจริงได้เป็นจริง แม้จะรู้ว่ามันไม่จริง เป็นเรื่องหลอกลวง แต่ครั้งนี้มันมาจากความหวังดีด้วยบริสุทธิ์ใจ

    ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ รักนะคะ

    Like

    1. ขอบคุณมากค่ะ ดีใจที่มีคนเข้าใจความรู้สึกของน้อง TvT

      ขอบคุณที่อ่านนะคะ

      Like

  3. มาได้อ่านตอนนี้ คือรู้สึกอยากร้องไห้พร้อมๆกับยิ้มไปด้วย มันอบอุ่นในใจมากค่ะ จากเรื่องราวที่ผ่านมาของครีเดนซืทำให้ต้องโกหกปิดบังและจมอยู่กับความทุกข์ จนวันที่ยิทมได้ ตลอดเรื่องอ่านแล้วเอาใจช่วยน้องมากๆว่าจะผ่านความทุกข์นั้นไปได้ยังไง จนสิ่งที่คุณเกรฟทำให้ มันรู้สึกได้ว่ายิทงใหญ่และจริงใจพอที่คนๆหนึ่งจะทำให้ได้ มันอบอุ่นมากค่ะ จากนี้ไป ตีเดนซ์จะมีความสุขมากขึ้น เพราะจะมีคุณเกรฟจะคอยอยู่ข้างๆ ให้ได้ยิ้มไปด้วยกัน ฮืออออออออ อ่านแล้วชอบอ่า ขอบมาจริงๆค่ะ ร้องไห้ด้วย เพราะมัสอุ่สในใจอ่ะ ฮื้ออออออ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s