ภพกันก่อน

 

ภาพมุมสูงจากหอพักนักศึกษาชั้นหกนั้นนับว่าสูงเอาการถ้าหากคิดจะกระโดดลงไปสัมผัสกับพื้นปูนขรุขระเบื้องล่าง อามค้อมตัวลงเอาคางเกยกับมือที่วางซ้อนกันพาดกับราวระเบียงห้องอีกที นัยน์ตาสีดำมองลงไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ของหอพักกำลังทำพิธีกรรมอะไรบางอย่าง เขาหันไปมองคนข้างตัวซึ่งยืนเอาหลังพิงราวเหล็ก และพบว่าอีกคนไม่ได้สนใจกลุ่มคนด้านล่างเลยซักนิดเดียว

ผมสีทองตั้งชี้โด่เด่ขยับโยกไปมาเหมือนกับเจ้าตัวกำลังฟังเพลงแล้วโยกศีรษะตาม แต่ผิดตรงที่เขาทำเพราะนั่นเป็นแค่นิสัยส่วนตัว ท่าทางโยกหัวโยกตัว เขย่าปลายเท้า เป็นกิริยาอาการที่อามคิดว่าน่ารำคาญอย่างมากเลยจริงๆ

“พี่เทน พวกเราไม่ต้องลงไปเหรอ” อามหันไปถามทั้งที่ยังยืนอยู่ท่าเดิม

“หิวรึไงล่ะ” เทนถามกลับ ยังไม่หยุดโยกร่างกายเป็นส่วนๆ เขาทำอยู่อย่างนั้นอีกนานจนกระทั่งหันมาเห็นแววตาข้องใจของผู้ถามจึงหยุด แล้วหันกลับไปยังทิศทางเดียวกัน “เรามันเป็นพวกไม่นับถืออะไรเป็นเรื่องเป็นราว เพราะงั้นของพวกนั้นไม่จำเป็นหรอก” เขาพูดแล้วหัวเราะเสียงดัง และคำตอบนั้นไม่ได้ช่วยให้คิ้วของอามคลายขมวดมากนัก

คนฟังยอมแพ้และหยุดความอยากจะถามต่อในที่สุดเพราะลืมไปว่าคนข้างๆชอบทำอะไรตามใจตัวเองเป็นอย่างยิ่ง หากต้องการคำตอบจากเรื่องใดควรถามตอนเผลอมากกว่าตอนที่อยากรู้คำตอบ เพราะรุ่นพี่ที่ชื่อเทนของเขาคนนี้ ต้องพูดตามความจริงว่า กวนเบื้องล่างเป็นที่หนึ่งเท่าที่เขาเคยประสบพบเจอมาในชีวิต

“ไม่เห็นจะเข้าใจเลย”

“แกก็ไม่เข้าใจไปซะทุกเรื่องแหละ” เทนตอบแล้วกระโดดข้ามราวเหล็กจากหลังห้องของอามไปยังระเบียงหลังห้องข้างๆ ซึ่งจนบัดนี้อามก็ยังไม่รู้ว่าห้องติดกันนั้นเป็นห้องเทนจริงๆหรือเป็นห้องที่ถูกยึดอย่างถือวิสาสะกันแน่

……

ท้องฟ้าดำมืดหวนกลับมาตรงตามเวลาโดยไม่ต้องปล่อยให้ใครกังวลว่าจะมาล่าช้ากว่าเมื่อวาน ชั้นหกของหอพักนักศึกษาอาคารด้านหน้าสุดมีห้องปิดไฟมืดอยู่สองห้อง ห้องทั้งคู่นั้นติดกัน ไม่มีใครพักอาศัยมาซักระยะหนึ่งแล้ว สาเหตุเป็นเพราะว่ายังไม่มีใครย้ายเข้ามาอยู่ หรือให้ตรงประเด็นมากกว่านั้นคือไม่มีใคร กล้า เข้ามาอยู่เสียมากกว่า

สามทุ่มคือเวลาโดยประมาณของตอนนี้ อามยังเดินไปเดินมาอยู่ในห้องมืดๆจนได้ยินเสียงดังบริเวณด้านหลังตรงระเบียง เขารู้แค่ว่าในที่สุดคนที่รอก็มาจนได้ อย่างน้อยก็ก่อนได้เวลา เล่นหนัง ของเขา

อามไม่ได้คิดจะใช้คำว่า เล่นหนัง เรียกกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำทุกวัน เพียงแต่มันดันเป็นคำติดปากมาจากรุ่นพี่ของเขาซึ่งกระจายคำเห่ยๆนี่จนใช้ตามกันไปหมดทุกคนต่างหาก

“ไปไหนมาพี่เทน พอหมดเรื่องเมื่อเช้าก็หายไปไม่โผล่มาเลยนะ” อามเดินไปเจอเทนตรงระเบียงด้านหลังห้องเหมือนเคย เห็นอีกฝ่ายกำลังปีนราวเหล็กข้ามมาเหมือนเคยเช่นกัน

“เซ้าซี้ยิ่งกว่าแม่อีก แกเป็นแม่ฉันรึไง” เทนย่นจมูก

“เออ ยังดีไม่บอกเป็นเมีย” อามตอบกลับเบาๆแต่ก็คิดว่าเอาให้อีกฝ่ายได้ยิน “ไปหาพี่มะลิมาเหรอ”

มะลิเป็นแม่บ้านชาวพม่า เป็นคนคุมหอพักนักศึกษาทุกตึก ทุกชั้น ไม่มีใครไม่รู้จักเธอ และไม่มีใครไม่เชื่อฟังเธอ เพราะเธอ แรง ที่สุดในสถานที่แห่งนี้นั่นเอง

“ก็ไม่เชิง เห็นบอกว่าตอนเช้ามีพวกมาใหม่ ทางมหาวิทยาลัยก็เลยทำบุญครั้งใหญ่รวบยอดไปเลยเพราะว่าใกล้วันทำบุญประจำปีพอดี”

“พวกมาใหม่?” อามเอียงคอ ย่นคิ้วสงสัย

“ใช่ อยู่อาคารสี่ด้านในสุด พี่มะลิยังไม่ว่างเข้าไปดูเลยให้ฉันไปดูก่อน ที่ไม่ได้ให้ไปด้วยเพราะแกก็ยังใหม่อยู่ เผื่อมีเรื่องมีราวแล้วเดี๋ยวจะหนีไม่รอดเอา”

พูดจบเทนก็พ่นลมใส่หน้ายุ่งๆของอามเป็นครั้งที่เท่าไหร่เขาก็ไม่อยากนับ เพราะเจ้ารุ่นน้องขี้สงสัยของเขาคนนี้ถือว่าเป็นคนใหม่ของหอพักเช่นกัน อามเพิ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน และด้วยความที่ห้องของอามอยู่ข้างห้องเทนพอดี เขาจึงต้องรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้

“ไม่มีอะไรหรอกน่า พวกติ๋มๆ เด็กเรียนเบื่อโลก เหมือนแกนั่นแหละ”

“ทำไมได้ยินพี่พูดแบบนั้นแล้วผมรู้สึกแย่จังวะ” อามพูดแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง นั่งลงตรงปลายเตียงของตัวเอง “แล้วไม่พาเขามานี่ด้วยเหรอ จะได้รู้จักกันไว้”

“มาไม่ได้ วันแรกๆจะออกนอกเขตไม่ได้ มันต้องอยู่ที่นั่นและทบทวนเรื่องตัวเอง ต่อให้ระดับพี่มะลิก็ลากมาไม่ได้” เทนทำเป็นไม่สนใจหน้าสงสัยของอามและอธิบายต่อด้วยความรำคาญนิดๆ “ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งกฏ อย่าสงสัยมากเพราะฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าประมาณหนึ่งอาทิตย์หลังตายต้องอยู่ติดที่ ทบทวนโทษหรือบาปของตัวเอง ยิ่งพวกที่ฆ่าตัวตายเหมือนฉันกับแกก็ต้อง เล่นหนัง ที่เดิม เวลาเดิมทุกวัน ไปไหนมาไหนไม่ได้ แต่พอหลุดจากช่วงทบทวน เราก็พอไปที่อื่นได้บ้าง”

“อ้อ…”

อามส่งเสียงออกมาลอยๆพลางนึกถึงเรื่องของตนตามที่เทนอธิบายให้ฟังอย่างคร่าวมากๆ เขานึกย้อนไปถึงวันแรกในโลกหลังความตายของเขา เวลาราวสี่ทุ่มเศษๆในห้องนี้ อามยืนอยู่บนที่นอน มองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกฝั่งตรงข้ามกับเตียง และวันเดียวกันนั้นเองที่รุ่นพี่จอมซ่าโผล่มาอธิบายเรื่องต่างๆให้ฟังจนกระทั่งเขาผ่านช่วงเวลาทบทวนมาได้ ตอนนี้นอกจากจะไม่ต้องอยู่แค่บริเวณห้องของตัวเองเท่านั้น อามยังสามารถเข้าออกได้ทุกตึก อย่างไกลสุดที่ทำได้คือ หน้าประตูใหญ่ทางเข้าหอพักนักศึกษา

คำว่าเล่นหนังของเทนคือการกระทำที่เป็นเหตุให้มนุษย์เสียชีวิตด้วยน้ำมือของตนเอง สำหรับกรณีของอาม คือการที่เขาต้องผูกคอตัวเองกับพัดลมเพดานเวลาสี่ทุ่มสิบหกนาทีของทุกวัน ส่วนเทน การเล่นหนังของเขาคือต้องกระโดดลงมาจากดาดฟ้าตึกเวลาตีสองเจ็ดนาที และโดนแท่งเหล็กแหลมหล่อติดกับกำแพงปูนกันขโมยของหอพักเสียบกลางอก จากจุดนั้นมองขึ้นมาจะเห็นระเบียงของห้องพักซึ่งติดกับห้องของอามพอดิบพอดี

“ตอนผมยังมีพี่มาช่วย แล้วนี่ใครจะช่วยเขาล่ะ”

เทนทำหน้าเหมือนกลืนไข่ยังไม่ปลอกเปลือกลงไปทั้งฟองแล้วทำเสียงขมในลำคอ เห็นเท่านี้อามก็หรี่ตาใส่ ใช้เวลาวิเคราะห์เพียงไม่นานว่าผู้ช่วยผู้ถูกกล่าวถึงคนนั้นคือใคร

พริตตี้สาวสวยปากตลาดที่เสียชีวิตเพราะถูกคนรักพลั้งมือฆ่าตายที่อาคารแปดซึ่งเป็นตึกด้านในสุดคู่กับอาคารสี่ และเป็นคู่ปรับเรื่องความปากเสียตลอดกาลของเทน

“อีชมพู”

“ใช้คำเรียกผู้หญิงแบบนี้อีกแล้ว หยวนๆให้พี่พูหน่อยไม่ได้เหรอ พี่เขาเป็นผู้หญิงนะ”

ส้นเท้าหนักๆย่ำเข้ามาในห้องและหยุดอยู่ต่อหน้าอามที่นั่งตรงปลายเตียง เทนยืนกอดอกพร้อมก้มหน้า ทำท่าทางดูถูกผู้พูดราวกับจะบอกว่าหยุดอ่อนต่อโลกเสียทีได้ไหม

“ปกติฉันก็ไม่พูดแบบนี้กับผู้หญิงแต่อีพูเป็นกรณียกเว้น” น้ำเสียงของเขาฟังดูมีอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุนั้นอามพอจะเข้าใจ

ศึกฝีปากระหว่างผีสองตนนี้เขาเคยได้เป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ชมพูจัดว่าเป็นคนสวยตามแบบฉบับพริตตี้ เธอใช้น้ำเสียงของพริตตี้พูดคุยกับเขา แต่พอหันไปเจอเทน เธอจะกลายร่างเป็นสก๊อยสาวผู้ผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชนทันที

จะว่าแต่ชมพูฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะทุกครั้งที่เจอชมพู เทนก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นเด็กแว้นเต็มขั้นเช่นกัน และเวลาประฝีปากกันนั้น แม้แต่มะลิซึ่งเป็นคนคุมหอพักและผีทุกตนที่นี่ยังตบบ่าอามเบาๆแล้วพูดแค่ว่า

“กลับห้องไปเถอะอาม ดูหมากัดกันยังสนุกกว่า”

สำหรับสาเหตุที่ทำให้พวกเขากลายเป็นเช่นนี้ ขนาดมะลิที่อยู่มานานที่สุดยังไม่อาจรู้ได้ เธอรู้อย่างเดียวว่าตั้งแต่สองคนนี้เจอหน้ากัน มันก็เป็นแบบนี้ไปซะแล้ว

สองคนนี้ไม่เคยเจอกันขณะมีชีวิตอยู่ ไม่ได้เรียนคณะเดียวกัน ไม่เคยมีวิชาเรียนร่วมกัน ไม่ใช่นักศึกษารุ่นเดียวกันด้วยซ้ำ และถ้าเรียงลำดับการเข้าพักหรืออีกนัยหนึ่งคือ ตาย ที่หอพักแห่งนี้ เทนเข้ามาอยู่ก่อน หลังจากนั้นจึงเป็นชมพู ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าสองคนนี้ไม่ถูกกันด้วยเหตุผลใดเพราะไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยตั้งแต่ตอนมีชีวิตจนถึงชีวิตหลังความตาย สิ่งเดียวที่เป็นจุดร่วมของพวกเขาก็มีเพียงหอพักซึ่งเป็นสถานที่ตายของทั้งคู่เท่านั้น

อามเคยลองถามทั้งสองฝ่ายถึงสาเหตุของความบาดหมาง ทั้งสองให้คำตอบแทบจะเลียนแบบกันมาว่า “แค่เห็นหน้าก็เกลียดแล้ว” ซึ่งพี่ทองผู้เป็นนักรบกรุงเก่าและเชี่ยวชาญเรื่องดวงชะตาที่สุดในหอพักได้ให้คำอธิบายแบบง่ายๆแต่ไม่สามารถแจกแจงด้วยเหตุผลทางวิทยาศาตร์ได้ว่า

“มันสองคนเป็นศัตรูกันแต่ปางก่อน จึงจักต้องเป็นอริต่อกันทุกชาติไป” ก็เท่านั้นเอง

“แล้วพี่พูจะไหวเหรอ วิญญาณเพิ่งตายคนนั้นน่ะ”

“ไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก มันบอกเองว่าเอาอยู่” เทนย่นจมูกแล้วเบะปากเล็กน้อย “ถ้าพลาดขึ้นมามันจะได้ไปที่ชอบๆที่อื่นซะที”

เขาคลายแขนออกจากการกอดอกแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างอามที่เพิ่งกลอกตาพร้อมกับส่ายหน้าเมื่อครู่ จากนั้นก็ชี้ไปทางฝั่งตรงข้ามกับเตียงนอน ที่โต๊ะเครื่องแป้งมีนาฬิกาตั้งโต๊ะและเข็มยาวกำลังชี้บอกว่าใกล้ถึงเวลาสี่ทุ่ม เวลา เล่นหนัง ของอามใกล้มาถึงแล้ว

“หายกลัวตัวเองแล้วนะ?”

เขาถามรุ่นน้องข้างตัวซึ่งยิ้มแหยและสั่นศีรษะเหมือนไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรนัก เพราะคำว่ากลัวตัวเองในความหมายของเทนก็คือ เวลาสี่ทุ่มเศษ อามจะต้องขึ้นไปยืนบนเตียงนอนแล้วแขวนคอตายด้วยเชือกไนล่อนผูกกับปีกข้างหนึ่งของพัดลมเพดาน ช่วงเวลาทุรนทุรายใกล้ตาย หลังจากตาย ไปจนถึงสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป อามจะต้องเห็นทุกอย่างอีกครั้งเพราะกระจกจากโต๊ะเครื่องแป้งที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเตียง ร่างกายเขียวคล้ำ สภาพศพบวมอืดหลายวัน อามไม่เคยชินกับมันเสียทีถึงแม้ว่าเขาจะต้องทำแบบนี้มาตลอดหนึ่งเดือนกว่าๆก็ตาม

ตอนแรกเขาเคยขอเทนเอาไว้ว่าในช่วงเวลานี้ไม่อยากให้มีคนอื่นอยู่ในห้อง เพราะรู้สึกแย่กับสภาพไม่น่ามองและไม่ต้องการให้ใครมาเห็นร่างกายของตนเองเช่นนั้น แต่หลังจากผ่านเดือนแรกมาได้ อามยังคงไม่ชินกับภาพในกระจก แต่ก็ไม่ได้ละอายใจถ้าจะไม่ได้อยู่ในห้องเพียงลำพังขณะกำลังเปลี่ยนสภาพไปเป็นแบบน่าสยดสยอง เพราะสุดท้ายเขาก็คิดได้ว่าการยึดติดทั้งก่อนตายและหลังตาย ล้วนแล้วแต่ไม่มีประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น

“รอผมซักครึ่งชั่วโมงแล้วกัน ระหว่างนี้อย่าแอบแวบไปเที่ยวไหนก่อนล่ะ”

เทนเงยหน้ามองคนที่ลุกขึ้นแล้วก้าวขาขึ้นไปยืนอยู่บนเตียง ก่อนจะหัวเราะหึพร้อมกับพูดประชดใส่คนข้างๆ

“จุกจิกยิ่งกว่าแม่อีก แกเป็นเมียฉันรึไง”

 


 

 

3680748-1   ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้คิดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความตายหลายอย่าง ที่คิดมากสุดคือ ทำไมงานศพถึงได้มีค่าใช้จ่ายมากมายขนาดนี้😱 ช็อคมาก ทั้งเรื่องกงเต็กอีก เป็นพิธีที่เราเคยได้ยินแต่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตอนนี้นับว่าเชี่ยวชาญคงได้ พับใบเบิกทาง กระดาษเงินกระดาษทองได้คล่องสุดๆ

อีกอย่างที่คิดถึงคงเป็นเรื่องนี้ที่แต่งไว้นานแล้ว พอมีเวลาหลังจัดการงานจบแต่ละวันก็เลยเอามาเกลาเล่นๆจนจบได้ แต่ตอนนี้เป็นแค่ตอนย่อย ตอนหลักก็ยังแต่งเรื่อยๆถ้ามีเวลา แต่ช่วงนี้ก็คลุกกับแฟนฟิคเป็นหลักมากกว่า😂

ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ คำที่บอกว่า ให้แสดงความรักกับคนที่เรารักขณะยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังใช้ได้เสมอ

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s