[DToL/DOA Fanfic] 221B 2017

Title : 221B 2017

 


 

 

giphy

 

ชั้นสาม?

เกเบรียล มาห์เลอร์ กำลังนึกสงสัยเมื่อแน่ใจว่าตนเองได้ยินเสียงงึมงำฟังไม่ได้ศัพท์ดังแว่วลงมาจากชั้นสามระหว่างกำลังคุยงานกับพนักงานทะเบียน เบนจามิน เวสต์บรูค เขาเอียงคอขึ้นโดยมีทิศทางชี้ไปยังชั้นบน แล้วหันกลับมามองเบนจามินซึ่งกำลังหมุนดินสอระหว่างนิ้วพลางยักไหล่เหมือนจะบอกว่า อย่างที่เกเบรียลคิดก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว

“ขอขึ้นไปตรวจความเรียบร้อยข้างบนก่อน เดี๋ยวลงมาใหม่” เขาบอกเบนจามินอย่างนั้น

หลังจากขึ้นไป ‘ตรวจความเรียบร้อย’ เกเบรียลก็กลับลงมาและยืนอยู่ต่อหน้าโต๊ะของเบนจามินดังเดิม แต่หนนี้ดูสีหน้าของเขาจะเจือแววเอือมผสมเข้าไปด้วยนิดหน่อย

“เคลย์ตันใช่มั้ยครับ” เบนจามินถาม และดูไม่แปลกใจเท่าไหร่

“ใช่ เดี๋ยวไว้เจอตัวคงต้องคุยกันหน่อยว่าอย่าปล่อยให้พวกเขาใช้แล็ปท็อปกันเองทั้งคืนแบบนั้น”

เบนจามินแทบจะขำพรืดออกมาแต่ก็ห้ามตัวเองเอาไว้ เหตุเพราะอะไรบางอย่างที่เกเบรียลเจอบนชั้นสามคือดวงวิญญาณของสองสุภาพบุรุษยุควิคตอเรียนผู้ยังคงเชื่อมต่อกับสิ่งซึ่งเคยเป็นเจ้าของสมัยยังมีชีวิตอยู่ และของสิ่งนั้นก็ถูกเก็บรักษาอย่างดีในร้านขายของเก่าแห่งนี้ พวกเขาไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด ไม่เคยทำความลำบากใจให้คนในร้าน แม้กระทั่งตอนที่เกเบรียลเดินขึ้นไปชั้นบนและพบว่าทั้งสองกำลังนั่งหันหลังรวมตัวกันก้มดูอะไรบางอย่างด้วยใจจดจ่อ พอเดินเข้าใกล้มากพอก็เห็นว่าตรงกลางระหว่างดวงวิญญาณทั้งสองคือแล็ปท็อปตั้งอยู่บนโต๊ะกลางตัวหนึ่ง โดยมีภาพเคลื่อนไหวเปิดเต็มหน้าจอถูกทำให้หยุดค้างไว้พร้อมทั้งเสียงพึมพำเหมือนทั้งคู่กำลังพูดคุยโต้ตอบอะไรบางอย่าง

“ย้อนกลับไปอีกหน่อย ที่เขาพูดถึงเด็กผู้ชาย…นั่น หยุดตรงนั้น” ชายคนทางขวาพูดแล้วขยับตัวนั่งจนปริ่มเก้าอี้เพื่อต้องการให้เห็นภาพและฟังเสียงให้ถนัดมากขึ้น ส่วนคนทางซ้ายดันแว่นให้แนบเข้ากับสันจมูก ใช้นิ้วมือเลื่อนไปมาตรงเมาส์แบบสัมผัสที่ติดกับตัวฐานเครื่องจนลูกศรสีขาวบนหน้าจอชี้ช่องแสดงเวลาของโปรแกรมเล่นไฟล์ภาพยนตร์ตามตำแหน่งที่ต้องการ เขาจึงกดปุ่มฝั่งซ้ายของเมาส์สัมผัส แล้วภาพเคลื่อนไหวก็กลับมาหยุดอยู่ตรงจุดก่อนหน้านั้นอีกครั้ง

“ขออภัยที่มาขัดจังหวะนะครับ”

เกเบรียลกระแอมเบาๆเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทในระหว่างการชมละครของทั้งคู่ หนึ่งในสองหันมาทางเขา อีกหนึ่งเคาะแป้นสี่เหลี่ยมแนวยาวเพื่อพักภาพบนจอแล้วหันตามมา

“คุณมาห์เลอร์” คนทางขวาลุกขึ้นจากเก้าอี้ “เสียงดังจนรบกวนคุณหรือเปล่า”

“เปล่าครับ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมแค่ได้ยินเสียงเลยขึ้นมาดู” เกเบรียลพูดแล้วเหลือบมองแล็ปท็อปซึ่งอยู่เลยไปทางด้านหลังของชายทั้งสอง ลักษณะคุ้นตาทำให้เขาไม่ต้องใช้เวลานึกนานนัก “นั่นของเคลย์ตันใช่มั้ยครับ”

“เป็นความกรุณาของคุณเดอร์แรมที่ยอมฟังคำขอเอาแต่ใจของผม” ชายคนทางซ้ายตอบทันควัน เขาหันไปยิ้มให้คนข้างตัวเล็กน้อย “และเขาเห็นว่าผมคงสนใจจึงแนะนำเรื่องนี้ให้ เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถหยุดดูได้เพราะละครชุดเรื่องนี้สนุกมาก เราจึงขอให้เขาสอนวิธีใช้แล็ป..เอ่อ ท็อป?” พอเห็นเกเบรียลพยักหน้าเป็นการยืนยันว่าพูดได้ถูกต้องเขาจึงว่าต่อ “เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องอยู่เฝ้าพวกเราดูละครตลอดทั้งคืน”

เกเบรียลทวนคำว่า ทั้งคืน ในใจ หมายความว่าคุณผู้ชายสองท่านนี้ดูละครมาตั้งแต่คืนวาน และมีความเป็นไปได้ว่าอาจเริ่มนับเวลาหลังจากเคลย์ตันเลิกงานด้วยกระมัง

“เขาสอนคุณใช้แล็ปท็อป?”

“แค่อย่างง่ายน่ะ เอาเฉพาะคำสั่งเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ถึงอย่างนั้นก็ออกจะเป็นเรื่องยากสำหรับผมอยู่สักหน่อย โทบี้ดูจะทำความเข้าใจได้ดีมากกว่า”

“เขาบอกว่าแก่เกินกว่าจะเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่” โทบี้หรือโทเบียส ฟอล์กเนอร์พูดกับเกเบรียล เขาขยับแว่นเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาคนตอบก่อนหน้าตนเอง “ไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอกไมเคิล จริงไหมคุณมาห์เลอร์”

เกเบรียลอยากจะเห็นด้วยกับประโยคดังกล่าวหากผู้พูดเป็นบุคคลที่ยังมีตัวตนหรือมีชีวิตจริงๆในเวลานี้ ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ยิ้มและพยักหน้าน้อยๆให้กับสุภาพบุรุษทั้งสองเนื่องจากอีกใจหนึ่งยังอดทึ่งไม่ได้เมื่อเห็นว่าการผันเปลี่ยนของยุคสมัยไม่ได้ทำให้ความต้องการศึกษาหาความรู้ลดน้อยลงแต่อย่างใด โดยเฉพาะกับโทเบียส ฟอล์กเนอร์ที่ดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงการใช้แล็ปท็อปของเขา ต่างจากไมเคิล เฟย์ซึ่งเห็นดีงามตามเพื่อน และปล่อยให้อีกฝ่ายควบคุมอุปกรณ์ทันสมัยชนิดนี้ตามใจชอบอย่างเต็มที่

“ดูถึงตอนแรกของซีซั่นสุดท้ายแล้วเหรอครับ” เกเบรียลชี้ไปยังภาพหน้าจอนิ่งสนิท ฉากคุ้นเคยทำให้นึกออกในทันทีเพราะเพิ่งดูตอนสุดท้ายของฤดูฉายล่าสุดไปเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน

“ใช่แล้ว ช่างน่าเสียดายเหลือเกิน นี่เป็นละครเชอร์ล็อก โฮล์มส์ที่ดีจริงๆ ถึงแม้ว่าผมจะเข้าใจคำพูดของคุณโฮล์มส์ได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งจากที่เขาพูดมาทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ” ไมเคิลทำหน้าเสียดายและข้องใจไปพร้อมๆกัน คำพูดนั้นทำให้สหายของเขาอมยิ้มอย่างเข้าใจ

เกบรียลเองก็เข้าใจ และพอจะเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงต้องการให้เคลย์ตันสอนวิธีใช้งานทั้งแล็ปท็อปทั้งโปรแกรมสำหรับดูหนัง สาเหตุหลักคงเป็นเพราะบุคลิกลักษณะของโฮล์มส์คนปัจจุบันจากซีรีส์เชอร์ล็อกซึ่งโดดเด่นด้วยวิธีการพูดรัวเร็วราวกับไม่ต้องการให้ใครฟังได้ทันไม่เว้นแม้กระทั่งจอห์น วัตสันคู่หูของตนเอง และถ้าหากต้องการเก็บรายละเอียดหรือทำความเข้าใจข้อมูลยุคใหม่จากสิ่งที่โฮล์มส์พูดได้ทั้งหมดก็มีเพียงวิธีเดียวคือต้องหยุดภาพ ย้อนกลับ แล้วเล่นใหม่อีกครั้งเท่านั้น

แต่จะให้เคลย์ตันคอยอยู่ด้วยเพื่อทำสิ่งที่ว่าตลอดเวลา ทั้งไมเคิลและโทเบียสต่างคิดว่าเป็นการรบกวนอีกฝ่ายมากจนเกินไป

“เสียอย่างเดียวถ้าคุณโฮล์มส์คนปัจจุบันจะ…สุภาพกว่านี้อีกสักหน่อย” โทเบียสกำลังนึกถึงเรื่องติดใจเพียงเรื่องเดียวตลอดสามซีซั่นจนถึงตอนล่าสุด “ถ้าไม่นับเรื่องนี้เขาก็เป็นคนที่น่าประทับใจมากทีเดียว”

“หรือไม่อย่างน้อยก็ควรพูดแบบถนอมน้ำใจกับผู้อื่น ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนรอบข้างน่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่” ไมเคิลพูดเสริมขึ้นบ้าง

จากนั้นทั้งสองก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์การสนทนาวิเคราะห์ตัวละคร เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ซึ่งเกเบรียลพิจารณาดูแล้วสรุปได้ว่าทั้งคู่กำลังอยู่ในสภาวะอินกับตัวละครแบบสุดๆ เขาจึงขอตัวอย่างสุภาพเพื่อกลับลงไปทำงานต่อที่ชั้นล่างและทิ้งท้ายก่อนเดินลงบันไดว่าขอให้สนุกกับการดูละคร

“พวกเขาดูตอนพิเศษแล้วหรือยังครับ” เบนจามินถามและพยายามรื้อความจำเกี่ยวกับเรื่องที่พูดถึง “ถ้าผมจำไม่ผิด ก่อนซีซั่นสุดท้ายมีตอนพิเศษที่เป็นเรื่องของผีเจ้าสาวอะไรซักอย่าง”

เกเบรียลกับเบนจามินมองหน้าสลับกันไปมาและเห็นพ้องในใจโดยอัตโนมัติว่าถึงแม้ตอนอื่นๆจะมีความสนุกสนานไม่ต่างกัน แต่อาจไม่มีเชอร์ล็อกตอนไหนน่าสนใจสำหรับสุภาพบุรุษยุควิคตอเรียนได้มากเท่ากับตอนนี้อีกแล้ว

……

ตอนแรกของซีซั่นสุดท้ายผ่านครึ่งชั่วโมงไปยังไม่ทันไร ภาพละครบนหน้าจอของแล็ปท็อปก็ถูกเปลี่ยนตามคำแนะนำเพิ่มเติมของเกเบรียลที่ขึ้นไปชั้นบนเพื่อขอขัดจังหวะอีกรอบ แล้วบอกวิญญาณทั้งสองว่าหากต้องการดูโดยให้เนื้อเรื่องมีความต่อเนื่องกัน พวกเขาก็ไม่ควรพลาดตอนคั่นฤดูฉายของเรื่องนี้ซึ่งทั้งคู่ก็น้อมรับการแนะนำด้วยความยินดี

เจ้าสาวผู้น่าสยดสยองตอนพิเศษเริ่มเล่นไปได้แค่ราวๆไม่เกินห้านาที เป็นช่วงเวลาที่โฮล์มส์เจอกับวัตสันครั้งแรกแล้วทำการวิเคราะห์เพื่อนร่วมห้องคนใหม่อย่างละเอียดถึงค่อยกล่าวแนะนำตนเองเหมือนกับซีซั่นแรกสุดไม่มีผิด ที่ต่างออกไปคือเวลาในเรื่องไม่ใช่ยุคปัจจุบันแต่ย้อนกลับไปในยุคศตวรรษที่สิบเก้าที่ทั้งไมเคิลและโทเบียสคุ้นเคยเป็นอย่างดี

“หยุดทำไมหรือ โทบี้” ไมเคิลหันไปมองด้วยความสงสัยเมื่อเห็นโทเบียสหยุดภาพเอาไว้แล้วดันตัวนั่งหลังตรง สายตาไม่ได้จดจ้องอยู่กับหน้าจอ “คิดอะไรอยู่”

โทเบียสค้อมตัวลงดังเดิม นิ้วผละจากเมาส์สัมผัสเมื่อครู่เปลี่ยนมาผสานสองมือไว้ใต้คาง ดวงตาสีเขียวที่บัดนี้ซีดจางเพราะภาพของวิญญาณอันเลือนลางมองตอบสายตาของสหายข้างกาย

“ผมคิดว่าเขาควรได้ดูนี่”

“ใครกัน…” ไมเคิลนึกคำถามยังไม่ทันจบประโยคก็มีคำตอบสวนกลับมาในใจแทบจะทันที “…คุณพูดจริงหรือ” สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจเมื่อเดาความคิดของอีกฝ่ายได้ว่าต้องการทำสิ่งใดหลังจากนี้

ใบหน้าของอดีตศัลยแพทย์ตำรวจแสดงออกค่อนข้างชัดเจนว่าตื่นเต้นเล็กน้อยและไม่คิดปิดบังโดยเฉพาะกับสหายคู่ชีวิตเก่าแก่อดีตตำรวจสกอตแลนด์ยาร์ดอย่างไมเคิล ในขณะเดียวกัน โทเบียสรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้พอสมควรเนื่องจากคนที่เขาเอ่ยถึงนั้น โอกาสในการค้นหาจนเจอตัวคงต้องอาศัยโชคเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่มีทางรู้ว่าคนๆนั้นอยู่ที่ใด หรือยังวนเวียนอยู่ในโลกนี้หรือไม่ ทั้งเขาและไมเคิลต่างขยับตัวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางเริ่มคิดว่าถ้าจะต้องตามหาบุคคลดังกล่าว ควรเริ่มจากจุดไหนดี

ไม่มีเสียงของตัวละครและเพลงประกอบดังจากลำโพงของแล็ปท็อปรวมถึงเสียงพูดคุยของวิญญาณทั้งสองอยู่ครู่ใหญ่ๆ เป็นเพราะว่าต่างคนต่างกำลังใช้ความคิดเพื่อค้นหาสถานที่มากมายที่ใครคนนั้นน่าจะยังใช้ชีวิตแบบเดียวกันกับพวกเขาซึ่งอาจเป็นที่ไหนสักแห่งในสกอตแลนด์หรือกระทั่งเมืองใดก็ได้ในสหราชอาณาจักร

ไมเคิลส่ายศีรษะเบาๆหลังจากคิดอยู่พักหนึ่งและยังสองจิตสองใจกับตัวเลือกระหว่างบ้านเกิดกับสถานที่ทำงาน “เราจะแน่ใจได้อย่างไรในเมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่เขาย้ายที่ไปหลายเมือง ผมไม่มั่นใจเลยว่าที่ๆเขารู้สึกผูกพันมากที่สุดควรจะเป็นที่ไหน”

“ผมคิดว่าทั้งคุณและผมรู้ว่าควรเป็นที่ไหน”

ความกังวลบนใบหน้าของโทเบียสไม่อาจเทียบเท่าของไมเคิล เพราะเขารู้ดีว่าในขณะที่ชีวิตยังดำรงอยู่ มนุษย์แต่ละคนมีหนทาง มีการเดินทางเป็นของตนเอง แต่สุดท้ายจะมีสถานที่เพียงแห่งเดียวให้ทุกคนหวนหาไม่ว่าจะเป็นยามทุกข์หรือสุข หรือแม้แต่ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตก็ตาม

“มันอาจต้องใช้เวลานาน เราจะเปิดแล็ปท็อปทิ้งไว้แบบนี้หรือ”

“เราจะรีบกลับมา ใช้เวลาไม่นานหรอก ผมรับรองได้”

คำตอบและรอยยิ้มบางของคนข้างตัวสร้างความเชื่อมั่นให้เพิ่มขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ไมเคิลหลับตาลง ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพลางคิดว่า เอาไงเอากัน

โทเบียสตบบ่าของไมเคิลแล้วลุกขึ้นยืน เขาจัดแจงดึงเสื้อผ้าที่ยับย่นจากการนั่งให้เรียบตึงดังเดิม มองดูอีกคนลุกขึ้นบ้างและกำลังทำแบบเดียวกัน ท่าทางเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปผจญภัยกลับมาอีกครั้ง ถึงคราวนี้จะไม่ใช่การสืบค้นหาความจริงอันลึกลับเหมือนอย่างเคย แต่การตามหาบุคคลผู้มีชื่อเสียงในอดีตก็นับได้ว่าเป็นเรื่องท้าทายพอๆกัน

“เหมือนโฮล์มส์กับวัตสันเลยนะ คุณว่ามั้ย” โทเบียสมองตนเองและคู่หูยิ้มๆ

มุมปากของไมเคิลยกขึ้นสูงกว่าเดิมหลังจากได้ยินประโยคนั้นและพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายหมายความอย่างไร “นั่นสินะ แต่ผมคงไม่ใช่วัตสันหรอกเพราะผมไม่ใช่หมอ”

“ทำไมเล่า คุณไม่อยากเป็นวัตสันของผมหรอกรึ” โทเบียสช่วยคนตรงข้ามจับปกเสื้อโค้ตข้างหนึ่งที่พับงออย่างผิดรูปให้เข้าที่แล้ววางมือลูบตรงอกเสื้อทั้งด้านซ้ายและขวาเป็นเชิงบอกว่าตอนนี้เครื่องแต่งกายของอีกฝ่ายเรียบร้อยดีแล้ว “ถ้าอย่างนั้นเป็นไมครอฟต์กับเลสตราดก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลอังกฤษก็ตาม”

คราวนี้ไมเคิลเผลอหลุดหัวเราะเสียงดัง “แล้วแต่คุณเถอะ”

จอแล็ปท็อปดับวูบกลายเป็นสีดำเนื่องจากไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานจนเครื่องเข้าสู่สภาวะพักหน้าจอโดยอัตโนมัติ ซึ่งทั้งสองคนนับเป็นสัญญาณว่าสมควรแก่เวลาที่พวกเขาต้องออกเดินทางเริ่มต้นการค้นหาเสียที

“งั้นเราก็ไปกันได้แล้ว”

แววตาเป็นประกายของโทเบียสประสานกับอีกคู่ตรงข้าม ไมเคิลตอบรับด้วยการเลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับยักไหล่ รอยยิ้มของเพื่อนคู่ชีวิตต่างส่งต่อให้แก่กันและกัน จุดหมายแรกของการเดินทางตามหาอาจยาวไกลและไม่มีทางรู้ได้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ด้วยกัน หนทางยากลำบากคงไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาอย่างแน่นอน

“ดร. โคนัน ดอยล์จะต้องประหลาดใจแน่ๆ”

โทเบียสขยับเท้า เริ่มก้าวแรกพร้อมกับพูดทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี

 


 

*แก้ไขการเรียกชื่อตอนท้ายนิดนึงค่ะ พอดีเพิ่งรู้ว่าหมอโทเบียสรู้จักกับเซอร์ อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ด้วย😂 และน่าจะมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ไม่ถูกต้อง ยังไงก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ*

 

เป้าหมายเปิดปีใหม่สำเร็จแล้ว /สปินพร้อมโปรยดอกไม้รอบตัว
ตั้งใจไว้ว่าจะแต่งฟิคของเรื่องที่แต่งประจำรับปีใหม่ ทั้งเรือหลักเรือผีในคิงส์แมน ทั้งเกรเดนซ์มาจนถึงเรื่องนี้ เก็บครบหมดแล้ว ดีใจ

อันเนื่องจากดูเชอร์ล็อกซีซั่น 4 จบก็คิดถึงคู่นี้ทันทีเลยค่ะ ได้กลับมาเขียนแฟนฟิคหมอสารวัตรจากเรื่อง Dark Tales of London ของคุณส้ม (@piyarak_s) ผสมกับแอนโธฯ Den of Antiquities อีกครั้ง /6 ตอนแล้วเหรอเนี่ย (แต่ก็ยังได้อีกถ้ามีพล็อต 555)/ ยังคงเขียนถึงหมอกับสารวัตรยุควิคตอเรียนตามความเข้าใจของตัวเอง ถึงจะหวั่นๆว่าจะหลุดจากต้นฉบับไปเยอะมั้ยแต่ก็สนุกดี และยังต้องท่องว่าโบรแมนซ์ๆเหมือนเดิม><

ที่สนุกเพิ่มอีกนิดคือการเขียนถึงคุณเก๊บ DoA ตอนที่คิดถึงคำว่าเปิดแล็ปท็อปไว้ทั้งคืนของคุณเก๊บนี่คือหมายถึงเปลืองไฟรึเปล่านะ 555

หลังจากนี้คงไปต่อเกรเดนซ์ที่เริ่มไว้ให้จบ นานแน่เลย ช่วงนี้ยิ่งสปีดช้ากว่าเดิมแถมสั้นกว่าเดิมเข้าไปอีก ไม่ไหว

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมค่ะ

 

 

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s