[Fantastic Beasts FanFic] Take me home [Graves x Credence]

Title : Take me home

Pairing :  Graves/Credence


 

*ไม่ต้องเตือนเรื่องสปอยแล้วเนอะ*

ตอนแรก → Again

ตอนสอง → Tremble

ตอนสาม → Smile

 

screenshot_2016-11-28-21-05-59-1

 

เม็ดฝนหล่นโรยลงมาไม่ขาดสาย

ถ้าหากว่ามันจะชำระล้างน้ำตาไปพร้อมกับความโศกเศร้าให้หมดจดได้ก็คงดี

จิตใจของเด็กหนุ่มโดนหว่านล้อมด้วยความคิดว่ามันเป็นเช่นนั้นแต่ในความเป็นจริงช่างดูห่างไกลนัก เขาจมอยู่กับความเศร้า ความเสียใจ เพราะช่วงเวลาแห่งความสุขคงอยู่เพียงไม่นานและรู้สึกสิ้นหวังที่ไม่ได้เก็บเกี่ยวเอาไว้มากพอจะทำให้เข้มแข็งได้แม้ในเวลาเช่นนี้ ครีเดนซ์ทิ้งร่างให้นั่งอยู่บนพื้นหญ้าท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดและหมู่เมฆแดงฉาน ใบหน้าหมองหม่นหลับตาลงเพื่อสัมผัสกับน้ำทุกหยดที่รินรดลงถึงตัว ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวจนกระทั่งคนที่ยืนดูอยู่ห่างๆเฝ้ามองด้วยความกังวล

ใบหญ้าค่อยๆยุบแนบกับพื้นดินอ่อนตัวเพราะเปียกน้ำอย่างแผ่วเบา ย้ำเป็นรอยเหยียบไปตามน้ำหนักที่รองเท้าบู๊ตหนังสีน้ำตาลย่างลงไปในแต่ละก้าว เสียงย่ำหญ้าหยุดห่างออกไปมากกว่าช่วงตัว และครีเดนซ์ก็รู้สึกถึงระยะห่างนั้นได้โดยไม่ต้องหันกลับไปมอง

“มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันไม่เคยบอกเธอ แต่ตอนนี้ฉันคิดว่าเธอควรรู้ไว้”

น้ำเสียงนุ่มนวล คุ้นเคยและชวนให้สบายใจจนหมอกควันปั่นป่วนค่อยๆสงบลง ครีเดนซ์ยังคงสภาพดั่งมนุษย์ทุกประการยกเว้นกลุ่มควันบางส่วนเท่านั้นที่ไม่ยอมคืนร่างแต่ลอยล้อมอยู่รอบตัว ด้วยเหตุนี้เด็กหนุ่มจึงคิดว่าผู้พูดจำเป็นต้องถอยห่างเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายเนื่องจากสภาวะอารมณ์อันไม่มั่นคงของเขา แต่สิ่งที่อีกฝ่ายคิดนั้นกลับแตกต่างจากการกระทำเพื่อเป็นการป้องกันตัวจากอันตรายโดยสิ้นเชิง

“ที่ฉันไม่เคยสอนการใช้เวทมนตร์ให้เธอก็เพราะรู้ว่ามันอาจให้ผลลัพธ์แบบนี้” นิวท์ย่อตัวลงนั่งยอง ในมือถือไม้กายสิทธิ์ร่ายเวทย์กันฝนเป็นรูปร่มโปร่งใสในอากาศ เขาขยับเข้าใกล้อีกนิดเมื่อเห็นว่าหมอกควันค่อยๆสงบทีละน้อย

คำพูดนั้นสร้างความรู้สึกตื้นตันอย่างประหลาดแต่ก็ชวนให้โหวงหวิวไปพร้อมกัน ความหมายของนิวท์ก็คือแท้จริงแล้วครีเดนซ์สามารถใช้เวทมนตร์ถ้าได้รับการสอนอย่างถูกต้อง แต่เป็นเพราะการสะกดกลั้นพลังพิเศษจึงทำให้ไม่มีใครสัมผัสถึงสิ่งเหล่านี้จนกว่าครีเดนซ์จะเปลี่ยนสภาพเป็นออบสคูรัส พลังด้านลบที่พร้อมระเบิดออกเมื่อเจ้าของร่างขาดการยับยั้งตนเอง

ขณะเดียวกัน อีกนัยหนึ่งครีเดนซ์รู้ว่ามันหมายถึงไม่มีผู้วิเศษคนใดแน่ใจว่าเมื่อออบสคูเรียลเรียนรู้วิธีใช้แล้วจะสามารถควบคุมพลังมหาศาลในร่างกายได้ทั้งหมดหรือจะไม่คิดนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งถ้าต้องพูดตามตรง ก็คงไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำแบบนั้นอย่างแน่นอน

“เพราะกลัวว่าพลังของผมจะควบคุมไม่ได้และเผลอไปทำร้ายใครเข้าใช่มั้ยครับ” ครีเดนซ์เห็นด้วยกับคำพูดของนิวท์ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะค้านกับคำตอบของตัวเองก็ตาม ร่างเปียกปอนสั่นเทาด้วยความหนาว น้ำจากเบื้องบนหยดลงศีรษะและไหลเป็นทางยาวมาตามใบหน้า ผสมกับน้ำตาจนเด็กหนุ่มไม่อาจแยกแยะได้

ออบสคูรัสหยุดการเคลื่อนไหว ก่อนหมอกสีเทาดำจะค่อยๆจางหายและเหลือทิ้งไว้แต่เพียงร่างกายชุ่มโชก ร่มโปร่งแสงขยายพื้นที่คร่อมร่างของครีเดนซ์เอาไว้แต่เจ้าตัวไม่ได้สังเกตแม้แต่น้อย มีแค่สัมผัสอุ่นจากมือกำลังลูบศีรษะอย่างอ่อนโยนเท่านั้นที่เขารู้สึกได้ รวมทั้งคำตอบหลังจากคำถามที่ยังติดค้างก่อนหน้านั้นก็เช่นกัน

“เปล่า ครีเดนซ์ ไม่ใช่เลย” นิวท์นั่งลงข้างๆ มือขยับจากศีรษะเลื่อนลงมาที่บ่าของเขา “ผลลัพธ์ที่ว่านั่นหมายถึงเป็นเพราะฉันรู้ว่าเธออาจจะต้องเสียใจถ้าทุกสิ่งไม่ได้เป็นตามที่หวัง และฉันก็ไม่อยากเห็นเธอต้องทุกข์ใจเหมือนอย่างตอนนี้ต่างหาก”

หยาดฝนเม็ดสุดท้ายหมดไป แต่หยดน้ำตายังไหลรินราวกับไม่ต้องการกักกั้นมันไว้เพียงเท่านี้ ครีเดนซ์ก้มหน้าลงเพราะรู้สึกผิดต่อความเมตตาและความหวังดีของนิวท์ เขาพยายามแล้ว พยายามใช้ชีวิตโดยมีความปรารถนาดีของคนรอบข้างเป็นแรงผลักดันแต่ก็ล้มเหลว เขาเป็นคนทำมันพัง ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดีด้วยน้ำมือของตนเอง

“ฉันไม่ได้บอกทีน่าว่าเธออยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลหรอกนะ”

อ้อมกอดของนิวท์อบอุ่นและให้ความรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ มือทั้งสองข้างของเขากำลังลูบหลังครีเดนซ์เพื่อปลอบประโลม แต่ในความอบอุ่นนั้นกลับมีภาพจำถึงใครคนอื่น และครีเดนซ์คิดว่าเป็นเรื่องยากเหลือเกินถ้าจะห้ามความคิดถึงเขาผู้นั้น

เพอร์ซิวัล เกรฟส์

……

หลายเดือนผ่านมาหลังจากครีเดนซ์กลับบ้านอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบ้านอันแสนมหัศจรรย์ในกระเป๋าเดินทางธรรมดาๆของนิวท์ การกลับบ้านหนนี้ไม่แตกต่างจากครั้งแรกที่เข้ามาอยู่เท่าไรนัก เพียงแค่ว่าครีเดนซ์ไม่ได้กลับมาในรูปร่างของออบสคูรัสและสภาพจิตใจก็ไม่ได้บอบช้ำหนักเท่าคราวก่อน แต่นิวท์ก็รู้ได้จากใบหน้าหม่นเศร้ารวมทั้งดวงตาแดงก่ำทันทีที่เขาพบเด็กหนุ่มอีกครั้งหลังจากยอมปล่อยให้ออกเดินทางตามความต้องการของหัวใจตน เขาไม่ได้ถามอะไรครีเดนซ์เลยสักคำเดียวนอกจากยิ้มอย่างอ่อนโยนพร้อมกับอ้าแขนเพื่อต้อนรับการกลับมา และพบว่าอีกฝ่ายก็โผเข้าหาตอบรับอย่างว่าง่ายโดยไม่มีคำพูดใดๆเช่นกัน

มีหลายสิ่งที่ครีเดนซ์ยอมเล่า และบางเรื่องจำเป็นต้องใช้เวลาซึ่งนิวท์ไม่ได้คิดจะเร่งรัดให้อีกฝ่ายรู้สึกฝืนหรือลำบากใจแต่อย่างใด ยกเว้นแค่เนื้อหาสำคัญเพียงเรื่องเดียวและเป็นเหตุบังคับให้ครีเดนซ์กลับบ้านอย่างไม่มีทางเลือก

เขากลายเป็นออบสคูรัสอีกครั้ง

เพราะคนๆนั้นคนเดียว

……

ปลายนิ้วกระทบโต๊ะไม้เนื้อแข็งสีน้ำตาลเข้มเกิดเสียงดังขึ้นเบาๆเป็นจังหวะต่อเนื่องและซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง นี่ไม่ใช่คืนแรกที่ครีเดนซ์ทำอย่างนี้เพราะเฝ้ารอการกลับมาของเพื่อนบ้านห้องฝั่งตรงข้ามด้วยความกังวล เขานั่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารภายในบ้านของตนเอง ส่งเสียงตอนถอนหายใจยาวสลับกับเคาะนิ้วเป็นช่วงๆ สายตาเหลือบมองนาฬิกาเป็นบางครั้งเมื่อมีเสียงกุกกักอยู่หน้าห้อง ครีเดนซ์เงี่ยหูฟัง แผ่นหลังตั้งตรง แล้วค้อมลงดังเดิมหากไม่ใช่เสียงที่ตนหวังว่าจะได้ยิน

เกรฟส์งานยุ่ง โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ซึ่งจะยุ่งมากเป็นพิเศษ และเจ้าตัวก็ไม่ได้เล่าเรื่องงานในสภาให้ครีเดนซ์ฟังพอๆกับที่ฝ่ายหลังไม่คิดอยากถาม เด็กหนุ่มเข้าใจดีว่างานของพ่อมดที่มีตำแหน่งระดับสูงในสภาเวทมนตร์นั้นเป็นความลับต่อบุคคลภายนอกเสียเป็นส่วนมาก และไม่ควรแพร่งพรายให้คนอื่นรับรู้หากไม่มีเหตุผลอันเหมาะสม การกรำงานหนักถึงค่ำมืดดึกดื่นของเกรฟส์เริ่มกินเวลาจากหลายวัน กลายเป็นสัปดาห์ จนกระทั่งอาจนับถึงเดือน เครื่องดื่มร้อนหลังเลิกงานค่อยๆลดลงตามเวลาที่พบเจอกัน มื้อค่ำอาทิตย์ละสองหรือสามครั้งก็ไม่มีมาพักใหญ่จนครีเดนซ์เริ่มรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาจริงๆ

นาฬิกาเรือนใหญ่ติดผนังบอกเวลาว่าใกล้เที่ยงคืนเต็มที ครีเดนซ์จำใจยอมแพ้และหวังว่าเกรฟส์จะไม่เหน็ดเหนื่อยจากการโหมทำงานติดต่อกันมากตามที่เป็นกังวล เขาออกจากห้องครัวแล้วเดินตรงไปยังห้องนอน เอนหลังลงกับฟูกนุ่มยวบแสนสบายแล้วละความคิดว้าวุ่นทั้งมวลเพื่อเข้าสู่เวลาแห่งการนิทรา

ความมืดปกคลุมภายในห้องอยู่เพียงไม่เกินชั่วโมงแรก ครีเดนซ์ยังคงงัวเงียหลังจากสะดุ้งตกใจเสียงเคาะประตูดังรัวมาจากหน้าห้อง เขารีบเดินกึ่งวิ่งออกไปพร้อมกับหยิบเอาเสื้อคลุมใกล้มือมาสวมทับร่างกาย ก่อนจะเปิดประตูและต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่ามีใครบางคนมาเยือนยามวิกาล

“ทีน่า!” ครีเดนซ์จ้องมองสีหน้าตื่นตระหนกเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของอีกฝ่าย “มีอะไรหรือเปล่าครับ ทำไมมาดึกขนาดนี้”

“ไว้ฉันจะอธิบายกับเธอทีหลังนะ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว” ดวงตาของทีน่าเบิกกว้างเหมือนหวั่นกลัวกับบางสิ่ง เธอหันซ้ายหันขวา หอบหายใจเหมือนวิ่งทางไกลมายาวนาน “เราต้องหนีไปจากที่นี่ ตอนนี้เลย”

“หนีเหรอครับ หนีไปไหน…”

จู่ๆครีเดนซ์ก็รู้สึกว่าร่างกายของตนอุ่นขึ้นซึ่งเป็นผลมาจากเวทมนตร์ของทีน่า เพราะทันทีที่เธอตวัดไม้กายสิทธิ์ เสื้อผ้าของเขาก็เปลี่ยนไปทั้งหมด ไม่มีชุดนอนเหมือนก่อนหน้าแต่เป็นเสื้อผ้าและโค้ตสำหรับใส่ออกนอกบ้าน ทีน่าคว้าข้อมือของเขาแล้วจับเอาไว้แน่น เป็นเวลาเดียวกับภาพบริเวณหน้าห้องเริ่มบิดเบี้ยวโค้งงอชวนให้มวนท้อง สภาพโดยรอบเหวี่ยงไปมาด้วยความเร็วจนรู้สึกเหมือนถูกจับโยนให้หมุนคว้างในอากาศอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อการเคลื่อนไหวต่างๆหยุดลงเป็นปกติ ครีเดนซ์พบว่าทั้งเขาและทีน่ากำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกแห่งหนึ่ง สีของท้องฟ้ามืดสนิททำให้ไม่สามารถเดาได้เลยว่าเป็นที่ไหน

“ทีน่า พวกเราจะไปไหนกันครับ” ครีเดนซ์ถามด้วยน้ำเสียงเหมือนยังมึนงง เขาพยายามยึดสองเท้าไว้กับพื้นให้มั่น บังคับร่างกายโอนเอนให้ตั้งตรงดังเดิม

“ฟังสิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ให้ดีๆนะครีเดนซ์”

ทีน่ากลั้นหายใจแล้วทอดถอนออกมา สีหน้าของเธอเป็นแบบที่ครีเดนซ์ไม่ได้เห็นมานานมากแล้วยกเว้นช่วงหลังๆมานี้ เขาเจอกับทีน่าไม่บ่อยเท่าเมื่อก่อนเพราะเธอแวะมาเยี่ยมที่ร้านของโควัลสกี้น้อยลงเนื่องจากที่มาคูซามีงานสำคัญเร่งด่วน ควีนนี่น้องสาวของเธอบอกว่าพ่อมดแม่มดระดับสูงรวมทั้งมือปราบมารทุกคนต่างถูกเรียกตัวและทำงานอย่างหนักติดต่อกันมาเป็นเดือน ซึ่งควีนนี่เองก็ไม่รู้ว่างานสำคัญและเป็นความลับอย่างยิ่งนั้นคืออะไร

จนกระทั่งตอนนี้ ครีเดนซ์รู้สึกว่าเขากำลังจะได้รับคำตอบในไม่ช้า

“กรินเดลวัลด์หนีไปได้ มีกลุ่มพ่อมดแม่มดที่ยังฝักใฝ่ฝ่ายเขามาช่วยออกไป”

ทีน่าเอ่ยชื่อสุดท้ายในโลกที่ครีเดนซ์นึกอยากได้ยินและนั่นทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ริมฝีปากของเขาขยับแต่ไร้เสียง บ่าทั้งสองข้างกำลังสั่นจวนเจียนจะคุมไม่ได้ ภายในอกเหมือนมีช่องว่างถูกขุดให้ลึกเป็นโพรงใหญ่ที่ไม่มีวันถมคืนให้เต็ม ครีเดนซ์ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหวาดกลัว และแทบไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นจากแขนของหญิงสาวที่โอบรอบหลังของเขาเอาไว้แม้แต่นิดเดียว

“เมื่อไหร่ครับ เมื่อไหร่” ครีเดนซ์พูดย้ำไปย้ำมาอีกหลายครั้งเหมือนไม่รู้ตัว “เขาออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่”

ทีน่าคลายอ้อมแขนแล้วเปลี่ยนเป็นจับบ่าของเด็กหนุ่ม ดวงตาของเธอมีแววตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่บ้างพอให้ครีเดนซ์สัมผัสได้ “เมื่อตอนหัวค่ำวันนี้เอง ฉันคิดว่าเขาวางแผนมานานและพวกเราก็ประมาทเกินไปที่คิดว่าจะรับมือกับพ่อมดแม่มดพวกนั้นไหว คุณเกรฟส์กับมือปราบมารทุกคนพยายามป้องกันเต็มที่แต่ก็ไม่สำเร็จ”

“แล้วคุณเกรฟส์เป็นยังไงบ้างครับ ปลอดภัยรึเปล่า” เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นอีกนิดเพราะเพิ่งนึกถึงคนสำคัญอีกคนขึ้นมาได้ ครีเดนซ์เป็นฝ่ายจับแขนของทีน่าบ้าง ท่าทีอ้อนวอนขอคำตอบแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน

“คุณเกรฟส์ปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พวกเราทุกคนยังปลอดภัยดี มีแต่เธอเท่านั้นที่ฉันเป็นห่วงมากที่สุด”

“ทำไมล่ะครับ” มือทั้งสองค่อยๆคลายจากแขนของทีน่า น้ำเสียงลอดผ่านลำคอแห้งผาก หวั่นใจกับคำตอบของคำถามที่ตนเองอาจไม่ต้องการได้ยิน

“เพราะว่าคำพูดสุดท้ายของกรินเดลวัลด์ก่อนจะหายตัวไปพร้อมกับพรรคพวกของเขา…” ทีน่าเว้นวรรคพร้อมกับผ่อนลมหายใจของความอึดอัดออกมา

“…เขาจะตามหาเธอ”

……

หากความรู้สึกเมื่อครู่ยังเหมือนกับตกลงไปในหลุมลึกได้ไม่มากพอ สิ่งที่ทีน่าพูดก็ยิ่งฉุดกระชากแล้วตอกตรึงร่างของเขาให้ดำดิ่งลงสู่จุดสุดท้ายของก้นเหวจนมองไม่เห็นหนทางจะดิ้นรนให้หลุดพ้นออกมาได้ ความทรงจำต่างๆสมัยอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าท่วมทะลักเข้ามาไม่หยุด ดึงความคิดให้จดจ้องกับช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ร่างกายที่ถูกควบคุมโดยแมรี่ ลู แบร์โบน และหัวใจถูกยึดครองโดยเพอร์ซิวัล เกรฟส์ของกรินเดลวัลด์

แสงสว่างเพียงเล็กน้อยในความมืด เมื่อสิ้นแรงต้านก็ถูกกลืนกินทั้งหมดในท้ายสุด ความรู้สึกนี้ห่างหายไปนานเพราะครีเดนซ์ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ถอยกลับ แต่ก้าวไปข้างหน้าและให้ความสนใจกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงปีหลังๆ เขาเลือกเก็บหนทางเลวร้ายที่สุดไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ปิดประตู ล็อกกลอนเอาไว้และหวังว่าจะไม่มีสิ่งใดเปิดมันออกอีกครั้ง โดยไม่ทันคิดว่าความหวังค่อยๆถูกกัดกร่อนลงทีละน้อยด้วยเวลาอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

“ครีเดนซ์?”

เด็กหนุ่มได้สติคืนตามเสียงเรียก ใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยความสิ้นหวังมองตอบหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของเสียง ทีน่าใช้สองมือประคองใบหน้าของเขา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนเหมือนทุกครั้งแต่คราวนี้ลำพังแค่ความอ่อนโยนคงไม่อาจช่วยเขาได้ ครีเดนซ์เม้มปาก พยายามบังคับเสียงให้หลุดออกมาอย่างยากเย็น

“ผ..ผมจะทำยังไงดี ทีน่า ผมไม่อยากเจอเขาอีก ผมไม่…”

ทีน่าส่งเสียงแผ่วเบาผ่านริมฝีปากเพื่อบอกให้อีกฝ่ายสงบลง “ครีเดนซ์ ใจเย็นๆนะ ไม่เป็นไร อยู่กับฉันแล้วฉันจะดูแลเธอเอง” มือทั้งสองกดศีรษะของเด็กหนุ่มให้แนบกับบ่าจากนั้นก็ลูบเส้นผมยาวดำช้าๆ “ผมของเธอยาวขึ้นเยอะเลยนะ”

ครีเดนซ์ยกมือขึ้นโอบตอบแล้วค่อยๆดันตัวออกจากอ้อมกอดของทีน่า รอยยิ้มของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าของครีเดนซ์ และยิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีกเมื่อเห็นเขาก้าวเท้าถอยห่างจนกระทั่งหลุดพ้นจากปลายนิ้วของเธอ

“คุณ…เป็นใคร?” น้ำเสียงของครีเดนซ์แฝงความหวาดหวั่น ขาทั้งสองยังขยับถอยหลังไปเรื่อยๆ “ทีน่าเพิ่งเจอกับผมไม่นานมานี่เอง เธอไม่มีทางพูดแบบนั้นแน่”

แขนสองข้างลดลงอยู่ข้างลำตัว แววตาขุ่นข้องใจแทนที่รอยยิ้มเมื่อครู่ ทีน่าขมวดคิ้วและส่ายศีรษะเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจความหมายของครีเดนซ์ เธอขยับเท้าเดินเข้าไปหาแต่ก็ถูกอีกฝ่ายร้องห้ามไว้

“ครีเดนซ์ นี่ฉันเองนะ เธอเป็นอะไรไป” ทีน่ายกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้คนฝั่งตรงข้ามใจเย็นลง และพยายามเข้าใกล้ทีละนิดเพื่อไม่ให้ท่าทีตื่นตระหนกของเด็กหนุ่มเพิ่มไปมากกว่านี้ “เธอกำลังให้ฉันกลัวนะ เกิดอะไรขึ้น บอกฉันได้หรือเปล่า”

ครีเดนซ์หาเหตุผลมาอธิบายและให้คำตอบกับทีน่าไม่ได้ก็จริง แต่เขามั่นใจว่าความรู้สึกเคลือบแคลงที่ก่อตัวขึ้นอย่างแรงกล้าไม่น่าผิดจากนี้ไปได้ ความเงียบระหว่างคนทั้งสองเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและกินเวลาต่อเนื่องไปอีกพักหนึ่ง รอบตัวมีแต่เสียงลมแรงพาดผ่านดาดฟ้าตึกสูงที่พวกเขายืนอยู่ รวมกับอากาศหนาวเย็นยามดึกสงัดยิ่งทำให้บรรยากาศไม่ชอบมาพากลและดูอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัว

“ครีเดนซ์” ทีน่าจำเป็นต้องเป็นฝ่ายหยุดเมื่อเห็นความกังวลของอีกฝ่ายยิ่งมากขึ้นทุกที “ตอนนี้ฉันยังอธิบายอะไรมากไม่ได้เพราะพวกเราไม่มีเวลามากขนาดนั้น” เธอเว้นจังหวะถอนหายใจ ใบหน้าที่เด็กหนุ่มคุ้นเคยเจือยิ้มบางๆ “มาเถอะ ฉันจะพาเธอไปที่ปลอดภัย กรินเดลวัลด์ไม่มีทางหาเธอพบแน่”

“เขาจะไม่ไปไหนกับใครทั้งนั้น!”

 


 

 

ยิ่งเพ้อและเพ้อเจ้อขึ้นทุกตอนๆเลยแฮะ

ตัดจบน่าตีมากแต่อดไม่ได้จริงๆ ซึ่งก็…ไม่ได้พูดถึงเรื่องตัดจบด้วย แต่อดไม่ได้ตรงที่วันนี้มีคลิปเบื้องหลัง FB ออกมามากมายบานตะไท /ร้องงง/ เลยฮึดขึ้นมานิดนึงหลังจากดองช่วงสุดท้ายจนตลาดวายไปหมดแล้ว นี่ก็ไม่รู้ว่ายังมีคนอ่านรึเปล่าแต่ก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามานะคะ ขอบคุณสำหรับตอนก่อนๆด้วยค่ะ

อย่างน้อยที่สุดจะพยายามแต่งให้จบก่อนงาน B2B ค่ะ เรียกว่าต้องใช้ความพยายามมากจริงๆเพราะไม่มีเวลาเลย งานเล่นเอาปางตายทุกวัน ฮือ orz

ปล.หลังจากดูคลิปต่างๆแล้ว…มีความรู้สึกลึกๆว่าเรือ gradence กำลังสั่นคลอนเบาๆมั้ยคะ5555

 

 

 

 

Advertisements

4 thoughts on “[Fantastic Beasts FanFic] Take me home [Graves x Credence]

  1. เห็นว่าอัพแล้ว ดีใจมากเลยค่ะ ♥️

    ยังชอบภาษาเหมือนเดิม แต่ใจหายแทนน้องมาก แสดงว่าคุณเกรฟส์น่าจะรู้แล้วสินะคะ ฮือ #มโนไปว่าประโยคสุดท้ายเป็นของคุณเกรฟส์เรียบร้อยก๊าก

    อีกอย่างคือสงสารน้องด้วย ตรงที่พยายามตั้งตัวใหม่ พยายามเริ่มต้นใช้ชีวิตไปข้างหน้าด้วยความหวัง แต่กลับต้องมาพังครืนลงเพราะความหวาดกลัวและโดนรังควานแบบนี้อีกแล้ว มองไปมองมาการกระทำกรินเดลวัลด์นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการเห็นแก่ตัวอยู่เหมือนกันนะ และเป็นการเห็นแก่ตัวที่น่าเกลียดมากด้วยถ้ามองในมุมของสภาพจิตใจและชีวิตเด็กคนหนึ่งที่ต้องมาคอยหวาดกลัว ทำให้ไม่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างเต็มที่สักที

    ขอบคุณสำหรับตอนนี้นะคะ

    ปล. เราดูแล้วไม่สั่น แต่ขากับมือจะฉีกแทนค่ะ เหยียบกราบเรือไปหลายลำแทน อย่างกับเล่นแผ่นทวิสเตอร์ 555

    Like

  2. ฮือออขอบคุณที่อ่านด้วยค่ะ คิดอยู่ว่าอาจจะไม่มีคนอ่านแล้วเพราะเกรเดนซ์เริ่มซาไปเยอะเลย ดีใจที่อยู่เป็นเพื่อนกันนะคะ

    จะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ค่ะเพราะขนาดตอนที่กรินเดลวัลด์กำลังปลอมเป็นเกรฟส์(ในหนัง)เขาไม่ปิดบังตรงนี้เลยว่าทำทุกอย่างโดยยึดเป้าหมายของตัวเองเป็นใหญ่ แถมตอนทิ้งครีเดนซ์ก็ทิ้งกันหน้าตาเฉยไม่สนว่าเจ็บปวดแค่ไหน แล้วยิ่งกับสภาพจิตใจแบบครีเดนซ์ ต่อให้ดีขึ้นแต่ถ้าโดนจี้ถูกจุดก็คงอดหวาดระแวงไม่ได้ แต่ขอไม่ออกความเห็นเยอะค่ะ เดี๋ยวเผลอเฉลยหมดซะก่อน555

    เป็นเหมือนกันเลยค่ะ เรืองอกงามเบิกบานจนไม่รู้จะโดดไปลงเรือไหนแล้ว รู้สึกสับสนเลยเกาะเรือเดิมไว้ก่อนดีกว่าฮาาา

    ขอบคุณอีกครั้งนะคะ

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s