[Fantastic Beasts FanFic] Take me home : final [Graves x Credence]

Title : Take me home [Part 3 : end]

Pairing :  Graves/Credence


 

ตอนแรก → Again

ตอนสอง → Tremble

ตอนสาม → Smile

ตอนสี่ → Take me home • 1 • 2

 

screenshot_2016-11-28-21-05-59-1

 

ณ พื้นที่ส่วนลึกที่สุดของโลกกว้างในกระเป๋าของนิวท์ ที่แห่งนั้นมีสภาพเป็นเวลาค่ำคืนอยู่เสมอด้วยคำร้องขอของผู้ร่วมอาศัยอีกคนหนึ่ง หลังมื้อค่ำสำหรับวันนี้ผ่านไป นิวท์เดินสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยเหมือนทุกวัน ทั้งสถานที่ ทั้งบรรดาสัตว์ต่างๆ และท้ายสุด เขาพบกับใครบางคนนั่งอยู่ตรงที่เดิม เวลาเดิมเหมือนทุกวันเช่นกัน ท่าทางอาจดูไม่โศกเศร้าเท่าตอนแรกแต่ก็ไม่แจ่มใสเท่าครั้งสุดท้ายก่อนออกจากบ้านไปเมื่อปีก่อน นิวท์หย่อนตัวลงนั่งข้างๆและเห็นว่าที่ตักของคนข้างตัวมีเดมิไกส์นอนตาปรืออยู่บนนั้น

 

“พาดูกัลกลับไปที่รังเถอะครีเดนซ์ และเธอเองก็ควรพักผ่อนได้แล้ว”

 

ผู้ฟังทำตามอย่างว่าง่าย เขาอุ้มดูกัลไว้ในอ้อมกอดแล้วค่อยๆลุกขึ้นยืน ท่าทางแบบนั้นทำให้นิวท์แปลกใจเพราะปกติครีเดนซ์จะไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบอยู่อีกพักใหญ่ แต่วันนี้กลับยอมทำทันทีโดยไม่มีข้อแม้จนเขาคิดว่าอาจเป็นเพราะเด็กหนุ่มเริ่มปล่อยวางได้จริงๆแล้วกระมัง

 

“คุณนิวท์” ก่อนหมุนตัวหันไปอีกทาง ครีเดนซ์เอ่ยเหมือนลังเลกับคำพูดต่อจากนี้ “ผม…ขอโทษ ผมไม่อยากทำให้คุณลำบากอีกแล้ว”

 

นี่เป็นสิ่งที่คาใจของครีเดนซ์มานานซึ่งนิวท์ก็เข้าใจดีโดยไม่ต้องรอให้พูดจบทั้งหมด เขาลุกขึ้นยืนบ้าง ยกมือขึ้นตบหลังอีกฝ่ายแล้วดันเบาๆให้เดินกลับที่พักพร้อมกัน “ครั้งก่อนฉันยอมให้เธอไปเพราะนั่นเป็นความต้องการจริงๆของเธอ แต่ครั้งนี้มันต่างกัน เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะทิ้งไปทั้งๆอย่างนี้ได้ลงคอเชียวหรือ” นิวท์ชี้สิ่งมีชิวิตประหลาดในอ้อมแขนของครีเดนซ์ “ตอนนี้พวกเขาติดเธอมากกว่าฉันเสียอีก ถ้าเธอไปเจ้าพวกนี้จะเศร้ามากและฉันก็คงจะลำบากมากเลย”

 

“ผมอยู่ต่อได้หรือครับ” ครีเดนซ์ลูบขนสีเงินนุ่มมือของดูกัลอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นพร่าทำให้นิวท์ยกแขนโอบบ่าของเขาไว้

 

“ได้แน่นอน ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหนหรือจะกลับไปนิวยอร์กอีกกี่หน ที่นี่เป็นบ้านให้เธอกลับมาได้เสมอ”

 

นิวท์พูดแล้วขยี้ผมสีดำจนยุ่งเหยิงเล็กน้อย ถึงเขาจะไม่ค่อยแสดงออกทางสีหน้าว่าเป็นกังวลให้ครีเดนซ์เห็นเท่าไรนัก แต่สิ่งนั้นก็คลายลงไปได้เมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มตอบกลับมา

 

ใช่แล้ว ครีเดนซ์เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และสิ่งที่นิวท์ต้องการมากที่สุดก็คืออยากเห็นคนในครอบครัวของเขามีความสุข ทั้งคนและสัตว์ต่างๆที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

 

……

 

อีกหลายเวลาเช้าต่อมา กิจวัตรประจำวันต่างๆดำเนินไปตามปกติ ครีเดนซ์ตื่นเช้ากว่าทุกคนและเริ่มงานอย่างขันแข็งยกเว้นยังมีอาการเซื่องซึมให้เห็นผ่านท่าทางอยู่บ้าง เขากลับมายิ้มร่าเริง พูดคุยและเล่นกับสัตว์ต่างๆเหมือนสมัยก่อนอีกครั้งซึ่งนิวท์ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เขาเฝ้ามองดูครีเดนซ์อยู่ห่างๆขณะกำลังให้อาหารแกรปฮอร์น ส่วนครีเดนซ์ก็จดจ้องและหัวเราะเหล่าโบวทรัคเกิลที่ทำท่าตลกๆหลังจัดการให้อาหารออคคามี่เรียบร้อยแล้ว

 

“ครีเดนซ์ ได้เวลาอาหารเช้าของพวกเราบ้างแล้วล่ะ มากินพร้อมกันกับทุกคนเถอะ” นิวท์วางถังใส่อาหารหลายใบตรงหน้าประตูห้องเก็บสารพัดสิ่งของต่างๆใต้ปากทางเข้าของกระเป๋าเดินทาง ครีเดนซ์หันมาตอบรับแล้วค่อยๆจับโบวทรัคเกิลที่เกาะไต่ตามตัวกลับไปไว้ยังกิ่งไม้ดังเดิม

 

พร้อมกันกับทุกคน…

 

ฟังดูแปลกแต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเพราะแค่งานตรงหน้าก็วุ่นวายมากพอแล้ว ครีเดนซ์ส่งโบวทรัคเกิลตัวสุดท้ายคืนที่เพื่อให้กลับไปรวมกลุ่มกับพรรคพวกของมัน ดวงตาสีน้ำตาลเข้มเล็กๆทุกคู่จ้องมองไปในทิศทางเดียวเหมือนเห็นสิ่งประหลาดบางอย่างทางด้านหลังของครีเดนซ์ เขาหันหลังกลับ อยากรู้อยากเห็นว่าสิ่งที่ทำให้บรรดาเพื่อนตัวน้อยยืนแข็งทื่อเป็นกิ่งไม้จริงๆนั้นคืออะไร

 

ภายหลังเด็กหนุ่มมาคิดได้ว่าในเวลานั้นคงเป็นความรู้สึกที่อาจใกล้เคียงกับความเป็นโบวทรัคเกิลที่สุดก็เป็นได้ แต่กับตอนนี้ เขายืนตัวแข็งทื่อ สมองตื้อตันและคิดอะไรไม่ออกเมื่อภาพตรงหน้าปรากฏเป็นคนสองคนยืนอยู่ข้างนิวท์ ใบหน้าของพวกเขาล้วนคุ้นตา เพียงแต่ว่าอาจยังไม่ใช่จังหวะเวลาที่ครีเดนซ์จะทันเตรียมใจตอนได้พบก็เท่านั้นเอง

 

คนแรกที่วิ่งเข้ามาแล้วกอดรัดจนรู้สึกเจ็บคือทีน่า น้ำเสียงของเธอสั่นเมื่อพูดข้างหูซ้ำไปซ้ำมาว่าเป็นห่วงเขามากแค่ไหน แววตาชื้นน้ำเต็มไปด้วยความห่วงใยของเธอเพิ่มความร้อนในดวงตาของครีเดนซ์ เขากอดเธอตอบ ให้ร่างกายยืนยันแทนว่าเขายังมีชีวิตเป็นปกติ และมีความสุขดี

 

แต่สำหรับคนข้างหลัง สายตาของใครคนนั้นทำให้ครีเดนซ์หวั่นวิตกยิ่งกว่า และยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อทีน่าถอยออกห่าง หลีกทางให้คนที่กำลังเดินเข้ามาเผชิญหน้ากันโดยตรง ใบหน้าดูอิดโรยนั้นเหมือนลังเลว่าจะพูดอะไรออกมาเป็นคำแรก แต่สุดท้ายก็ยกมุมปากยิ้มบางๆแล้วทักทายด้วยน้ำเสียงและคำพูดธรรมดาๆเสียจนเรียกความคิดถึงจากผู้ฟังได้เป็นอย่างดี

 

“สบายดีหรือเปล่า”

 

เสียงทุ้มเอื้อนเอ่ยบางเบาและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนปะปนในทุกคำ

 

“…สบายดีครับ คุณเกรฟส์” ความรู้สึกกระอักกระอ่วนก่อตัวขึ้นเมื่อนึกถึงครั้งสุดท้ายที่เจอกับอีกฝ่ายรวมถึงเหตุการณ์ต่างๆซึ่งบีบบังคับให้ต้องจากลาโดยไม่เต็มใจ

 

รอยยิ้มของเกรฟส์ยังคงเดิม มือทั้งสองข้างดันชายขอบเสื้อโค้ตตัวยาวไปข้างหลังแล้วซุกเข้าในกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทีผ่อนคลาย ดวงตาสีเข้มสอดส่ายไปรอบๆอย่างสนอกสนใจกับสถานที่พักอาศัยภายใต้กระเป๋าเดินทางของนิวท์

 

“ที่นี่น่าอยู่ไม่เลวเลย” เกรฟส์มองเลยไปยังผืนทรายโล่งกว้างกับท้องฟ้าเวลากลางคืนทางด้านหน้า ข้างๆกันเป็นรังของออคคามี่และป่าไผ่สีเขียวสดอยู่ข้างหลัง เขาค่อยๆไล่สำรวจแต่ละพื้นที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์เพื่อให้เหมาะสมกับการเลี้ยงดูสัตว์วิเศษหลากหลายชนิด มีฉากผ้าขึงสูงกั้นแบ่งเป็นคอกเพื่อแยกให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน

 

“ถ้าจะมีใครซักคนสมควรโดนตำหนิเรื่องที่ปิดบังฉัน” สายตาเหลือบเหลียวหลังโดยไม่มีการหยุดชะงักกับคนตรงหน้า “ฉันคิดว่าคนๆนั้นคงไม่ใช่เธอ”

 

มุมปากขยับกลับคืนที่พร้อมเอี้ยวตัวหันไปตามทิศทางการมอง ครีเดนซ์มองตามและเห็นยิ้มแห้งของทีน่ารวมทั้งสีหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกผิดของเธอ ส่วนสาเหตุคงหนีไม่พ้นเรื่องในคืนวันนั้น เป็นเพราะเธอไม่ได้บอกความจริงทุกอย่างกับเกรฟส์ทันทีที่เกิดเรื่องแต่คะยั้นคะยอให้เขารีบตามตนเองไปด้วยเหตุผลเพียงแค่เพราะรู้ว่าเป้าหมายของกรินเดลวัลด์คือที่ใด

 

ไม่มีการวางแผนหรือเวลาให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ทัน เกรฟส์ต้องตัดสินใจเลือก เขาเลือกเชื่อทีน่าและเตรียมพร้อมรับผิดชอบหากมีความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิกเคอรีอนุญาตให้มือปราบมารอีกจำนวนหนึ่งร่วมทางไปด้วย พวกเขาตามรอยจนเจอกรินเดลวัลด์เว้นเสียแต่เกรฟส์ไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอครีเดนซ์ที่นั่น กระทั่งความจริงทั้งมวลปรากฏเพราะเหตุการณ์ต่างๆและจากคำบอกเล่าเพิ่มเติมของทีน่า เธอยังบอกอีกว่าที่รู้ตำแหน่งของครีเดนซ์เป็นเพราะเธอให้ของบางอย่างติดตัวไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเพื่อจะสามารถตามตัวเด็กหนุ่มได้ในทุกๆแห่งอย่างทันท่วงที

 

เกรฟส์ค่อนข้างประหลาดใจเมื่อความคิดแรกเกี่ยวกับเรื่องนี้คือเขาคงต้องเรียกลูกน้องของตนมาปรับความเข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำอยู่นั้นมันเสี่ยงและมีผลกระทบกับใครต่อใครมากมายแค่ไหน ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัยของครีเดนซ์เพียงอย่างเดียวแต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ของมาคูซาอีกหลายชีวิตที่ตามไปในคืนนั้น พวกเขาประเมินกรินเดลวัลด์ไว้สูง แต่ก็ยังสูงไม่พอและนับว่าโชคดีมากที่ไม่มีใครบาดเจ็บร้ายแรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบกับเกรฟส์ได้แค่หูชาทั้งสองข้างเพราะโดนพิกเคอรีต่อว่าอย่างรุนแรงทั้งจากเรื่องของออบสคูรัสและเรื่องที่กรินเดลวัลด์หลบหนีไปได้ ซึ่งเขาก็ยอมรับผิดสำหรับความบุ่มบ่ามโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น

 

“มาคูซาตัดสินแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไป” เกรฟส์พูดต่อ และสังเกตเห็นว่าลมหายใจของคนตรงข้ามสะดุดเล็กน้อย “เราคงทำอะไรกับเรื่องของกรินเดลวัลด์ไม่ได้มากนอกจากคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวต่างๆอย่างใกล้ชิด รวมถึงเรื่องที่ฉันได้รับมอบหมาย…ไม่สิ…เสนอตัวเองด้วย”

 

ครีเดนซ์ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดรวมถึงท่าทางแปลกๆของเกรฟส์เพราะมัวแต่กังวลกับคำว่ามาคูซา กรินเดลวัลด์ หรือบทลงโทษต่างๆที่อาจได้รับ ซึ่งอย่างเบาที่สุดก็คงเป็นการถูกคุมขังแทนที่กรินเดลวัลด์ในฐานะตัวอันตรายอีกคนหนึ่งและไม่ได้ออกมาพบเจอโลกภายนอกอีกเลยตลอดชีวิต

 

“ฉันมาที่นี่เพราะอยากรู้ว่าเธอยังสบายดีและอยากถามอะไรบางอย่างกับเธอ”

 

“อ…อะไรหรือครับ” น้ำเสียงจริงจังของเกรฟส์ทำให้ครีเดนซ์แทบไม่รู้ตัวว่าพูดอะไรออกไปเพราะกำลังตื่นเต้นกับคำถามหลังจากนี้ เขามองนิวท์และทีน่าเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่พบว่าทั้งสองคนไม่มีทีท่าหรือความวิตกกังวลบนสีหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว

 

“คราวนี้พวกเขาไม่ช่วยเธอหรอกนะ มันเป็นคำถามที่เธอต้องตอบด้วยตัวเอง และอีกอย่าง มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ฉันพูดมานั่นเลย” เกรฟส์เดินเข้าไปใกล้อีกก้าว พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าประจำตัวคือดึงไหล่ขึ้นแล้วโก่งหลังเล็กน้อย เขาก็หลุดหัวเราะออกมา

 

“พอไม่มีเสียงเคาะประตูตอนดึกๆ บ้านก็เงียบ และฉันก็ไม่ชินกับมันเสียที”

 

เสียงของเกรฟส์เบาลง ครีเดนซ์รู้สึกถึงความอิดโรยในคราวแรกผุดขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มเหมือนคนเหนื่อยอ่อนอาจเป็นเพราะโหมงานหนักหรือเพราะเรื่องอื่น แต่ไม่ว่าจากเรื่องไหนเขาก็อดห่วงไม่ได้และแปลกใจว่าความรู้สึกนี้ยังคงอยู่เหมือนเช่นก่อนตั้งใจหายตัวออกจากชีวิตของเกรฟส์ไปตลอดกาล

 

“แค่เสียงรบกวนตอนดึกเท่านั้นเองครับคุณเกรฟส์ นานเข้าก็คงชินครับ”

 

“เธอรู้ว่ามันหมายถึงอะไร ฉันรู้ว่าเธอเข้าใจ” มือทั้งสองข้างยกขึ้นสัมผัสกับแก้มอุ่นเหมือนกับปิดกั้นไม่ให้หันหนีไปทางอื่นได้ “และเธอคงทำให้ฉันตัดใจไม้ได้หรอก เพราะฉันจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆเหมือนกัน”

 

ใช่…

 

ครีเดนซ์รู้และเข้าใจว่าเกรฟส์ต้องการอะไร

 

แต่ในเมื่อตัวเขาในขณะนี้ยังเหมือนตกอยู่ในหลุมลึกมืดสนิท ไม่เห็นหนทางปีนขึ้นไปถึงปากหลุมได้ถึงแม้ว่าจะมีใครซักคนโยนเชือกลงมาให้ก็ตาม ออบสคูรัสเป็นยิ่งกว่าโซ่ตรวน เป็นตราบาปในชีวิตมากกว่าพลังอันยิ่งใหญ่ นอกจากความกลัวว่าตนเองจะเผลอใช้พลังทำร้ายทั้งพ่อมดแม่มด หรือกระทั่งโนแมจ ครีเดนซ์ยังกลัวว่าตัวจะนำภัยอื่นมาถึงคนต่างๆที่เขารักอีกด้วย

 

ถ้าวันใดกรินเดลวัลด์ย้อนกลับมาทำร้ายคนเหล่านี้ เขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองอย่างแน่นอน

 

“เธอคิดว่าฉันไม่เข้มแข็งพอจะปกป้องเธอได้หรือ”

 

ดวงตาแฝงความประหลาดใจขณะช้อนขึ้นมองผู้พูด ราวกับว่าดวงตาอีกคู่เห็นทุกสิ่งทะลุปรุโปร่งถึงความคิดในจิตใจ ผู้ฟังส่ายหน้า ไม่หลบหนีจากแววตาเหนื่อยล้าแต่อ่อนโยนคู่นั้น

 

“เธอเชื่อใจฉันหรือเปล่า ครีเดนซ์”

 

ออกจะเป็นการโกงคำถามอยู่บ้างเพราะเกรฟส์แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะไม่คัดค้านคำพูดของเขา และรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อใบหน้าที่แทบอยากจะตอบรับในทันทีนั้นกำลังสั่น เขาทำให้ครีเดนซ์ร้องไห้อีกแล้ว แต่คราวนี้จะยอมยกโทษให้ตัวเองซักครั้ง

 

“ฉันจะดูแลเธอเอง กลับไปกับฉันได้ไหม”

 

“แต่ผมเป็นออบสคูเรียล ผมไม่อยากทำให้คุณเดือดร้อน ไม่อยากทำให้คุณต้องเจ็บตัว…”

 

…ถ้าหากวันใดเกิดควบคุมพลังไม่ได้

 

ก้อนจุกในลำคออัดแน่นจนไม่สามารถพูดอะไรได้อีก ครีเดนซ์ค่อยๆดึงมือทั้งสองของเกรฟส์ออกจากใบหน้าแต่สองมือของเขากลับถูกยึดคืนในทันทีเช่นกัน

 

“ฉันไม่ได้ถามเธอในฐานะของออบสคูเรียล แต่ฉันกำลังถามครีเดนซ์ แบร์โบนต่างหาก”

 

ครีเดนซ์ แบร์โบน…

 

เพียงแค่เรียกด้วยชื่อนั้น ความคิด ความสับสน และความรู้สึกทุกอย่างก็หยุดชะงัก เขาเกือบลืมเสียสนิทว่าตนเองคือใครหรือเคยเป็นใครมาก่อน ตัวตนซึ่งถูกทิ้งไปพร้อมกับความไว้ใจและความหวังเมื่อนานมาแล้วยังคงซ่อนตัวอยู่ที่ไหนซักแห่งเช่นเดียวกับออบสคูรัส เฝ้ารอจนกว่าจะถึงเวลาที่เขาสามารถทำความเข้าใจและยอมรับได้ว่าทั้งคู่ต่างก็เป็นองค์ประกอบที่ก่อร่างสร้างขึ้นเป็นตัวเขาทั้งสิ้น

 

นี่อาจไม่ใช่สิ่งที่ครีเดนซ์คาดว่าจะได้ยินแต่ก็ทำให้ย้อนรำลึกถึงเด็กหนุ่มอ่อนแอเปราะบางที่ยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาเสมอ การนึกถึงเด็กหนุ่มคนนั้น ไม่ใช่ในสถานะของมนุษย์ที่มีพลังปีศาจอยู่ในร่าง แต่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีสิทธิ์เลือกชีวิตและหนทางของตนเอง

 

ครีเดนซ์ค้อมตัวลง ซบหน้ากับบ่าของเกรฟส์และทิ้งน้ำหนักเหมือนคนหมดแรง ในเมื่อสมองว่างเปล่า ไม่มีความคิดหรือกระทั่งเหตุผลใดๆ ร่างกายก็แสดงออกตามใจต้องการ และครั้งนี้ครีเดนซ์ไม่คิดห้ามมันเลยแม้สักนิดเดียว

 

“เธอจะกลับไปกับฉันได้หรือเปล่า” เกรฟส์ลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา เบาพอๆกับเสียงนุ่มนวลของเขา

 

“ได้โปรด”

 

คำขอร้องแสนอ่อนโยนเป็นดั่งคาถาแก้คำสาปสุดท้ายให้กับครีเดนซ์ ทั้งที่รู้ใจตัวเองดีอยู่แล้วแต่ก็ยังดื้อรั้น ดิ้นรน และพยายามต่อต้านจนความรู้สึกแพ้พ่ายทลายกำแพงสูงไม่เหลือให้เป็นอุปสรรคในการก้าวข้ามอีกต่อไป

 

เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบรับ ไม่ใช่ไม่อยาก แต่เพราะไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ และหวังแค่ว่าการพยักหน้าเบาๆบนบ่าคงพอใช้สื่อสารแทนถ้อยคำได้ไม่มากก็น้อย

 

“ฉันจะถือว่านั่นเป็นคำตอบของเธอนะ” พอรู้สึกว่าแขนของครีเดนซ์โอบรอบหลังของตน ถึงจะดูเหมือนกล้าๆกลัวๆแต่เกรฟส์ก็ถอนหายใจและยิ้มออกมาอย่างโล่งอก เขาเว้นช่วงอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “เพราะถ้าเธอปฏิเสธ ฉันก็จะเหลือทางเลือกแค่สิทธิ์ของเจ้าหน้าที่ที่สามารถพาตัวเธอกลับไปได้เท่านั้น”

 

ประโยคหลังทำให้ครีเดนซ์หลุดจากอารมณ์หม่นมัวได้ชะงัด เขาเงยหน้าขึ้น รอให้อาการสะอื้นสงบลงจึงค่อยเอ่ยถาม “หมายความว่ายังไงครับ”

 

ทีน่าซึ่งรับผ้าเช็ดหน้าจากนิวท์มาซับน้ำตาเป็นฝ่ายให้คำตอบแทนเกรฟส์เพราะรู้ว่าหัวหน้าของตนคงลำบากใจไม่น้อยสำหรับการอธิบายเรื่องนี้ “ที่จริงพวกเราได้รับคำสั่งให้ตามหาและพาเธอกลับนิวยอร์ก ตอนแรกท่านประธานจะใช้มาตรการขั้นสูงสุดกับเธอแต่คุณเกรฟส์กับฉันช่วยกันค้านเต็มที่จนเธอยอมเปลี่ยนคำตัดสิน คุณเกรฟส์เสนอว่าให้เป็นการคุ้มครองดูแลอย่างใกล้ชิดแทนและเป็นคนขอมาตามเธอด้วยตัวเอง”

 

“ถ้ากลับไป เธอจะต้องถูกควบคุมตัวทุกฝีก้าวแบบไม่ให้คลาดสายตา ฉันจึงขอรับเป็นคนทำหน้าที่นั้นแต่ก็ไม่อยากทำให้เธอคิดว่ามันเป็นแค่การทำตามหน้าที่ ฉันอยากคุยกับเธอและอยากให้เธอเลือกเองมากกว่าจะบังคับให้ไปกับพวกเรา” เกรฟส์พูดเสริมท้ายและรอดูปฏิกิริยาของผู้ฟัง เขาไม่อาจเดาความคิดของครีเดนซ์ได้แต่ก็ขอพูดความจริงอีกส่วนให้เข้าใจเสียแต่ตอนนี้ ส่วนที่เหลือคงต้องแล้วแต่การตัดสินใจของอีกฝ่ายว่ายังพร้อมจะกลับนิวยอร์กกับเขา หรือใช้ชีวิตอยู่ในความดูแลของนิวท์เช่นนี้ต่อไป

 

“ถ้าตัดเรื่องที่ต้องพาตัวกลับไปให้ได้ออกล่ะครับ คุณยังจะตามหาผมหรือเปล่า”

 

“แน่นอน และฉันก็จะขอร้องจนกว่าเธอจะยอมไปกับฉัน ต่อให้ต้องใช้เวลานานจนหมดวันลาล่วงหน้าไปอีกหลายปีก็เถอะ”

 

เสียงหลุดหัวเราะของครีเดนซ์พอจะทำให้บรรยากาศเครียดตึงผ่อนลงเล็กน้อย เขายิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆให้เกรฟส์ซึ่งทำท่าเหมือนจะบอกว่าหากสามารถทำให้เขาร่าเริงขึ้นได้ เท่านี้ก็พอใจแล้ว

 

ครีเดนซ์หันไปสบตากับนิวท์และนึกถึงตอนที่เขาตั้งใจจะย้ายออกแล้วหนีไปให้ไกลแสนไกลจนไม่มีใครตามเจอ แต่นิวท์ห้ามไว้พร้อมกับบอกเหตุผลที่ทำให้เขาอยู่ต่อ และด้วยเหตุผลนั้นเอง ครีเดนซ์จึงเริ่มลังเลว่าหากตนเลือกกลับนิวยอร์กจะเท่ากับทิ้งทุกคนไปอย่างที่นิวท์เคยพูดเอาไว้หรือไม่

 

“มันต่างกันมากทีเดียว” นิวท์ก้มตัวลงนั่งบนถังไม้เปล่าที่วางคว่ำไว้ใกล้กับแปลงเพาะปลูกเล็กๆของเขา “ถ้าตอนนั้นฉันปล่อยเธอไป เราอาจไม่ได้พบกันอีกเพราะฉันคงไม่มีทางรู้ว่าเธอจะไปที่ไหน แต่ถ้าอยู่นิวยอร์ก เธอยังอยู่กับเกรฟส์ อยู่ใกล้ทีน่า เจคอบ ควีนนี่ อยู่ในสายตาของมาคูซา ฉันคิดว่าพวกเขาคงไม่ว่าอะไรถ้าฉันจะไปเยี่ยมเธอบ้าง” เขาใช้สายตาขอความเห็นจากทีน่าและได้การพยักหน้าช้าๆเป็นคำตอบกลับ

 

“คงไม่มีปัญหาอะไรถ้าทุกอย่างอยู่ภายใต้การดูแลของมาคูซา เธออาจจะอึดอัด แต่ฉันอยากให้เธออดทนนะครีเดนซ์ พวกเราพยายามหาทางให้เธอสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ ถึงจะไม่เป็นอิสระมากเท่าเมื่อก่อนแต่เราก็พยายามอย่างที่สุดแล้ว”

 

คำพูดของทีน่าทำให้ครีเดนซ์ต้องฝืนตัวเองไม่ให้ร้องไห้ด้วยความยากลำบาก ใบหน้าสีเรื่อเป็นทุนเดิมเริ่มแดงก่ำ น้ำตากลั่นตัวหยดลงบนเนินแก้ม และถูกเช็ดออกด้วยสัมผัสจากปลายนิ้วของคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับตนเอง

 

“เราเตรียมทุกอย่างไว้แล้วไม่ว่าเธอจะเลือกกลับหรือไม่ก็ตาม พวกเรายกการตัดสินใจทั้งหมดให้เธอ”

 

เจ้าของเสียงทุ้มปาดน้ำตาทั้งสองข้างพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ไม่ใช่แค่เกรฟส์ ทั้งนิวท์และทีน่าก็กำลังยิ้มให้เขาอย่างนั้นเช่นกัน

 

ภาพตรงหน้าสะท้อนเข้ามาในความคิดของครีเดนซ์ เขาไม่สามารถหาคำพูดมาบรรยายได้ว่าตนเองโชคดีเหลือเกินที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ แม้เมื่อจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่จะไล่ต้อนมาถึงในท้ายสุด แต่ความรักมากมายจากคนรอบข้างจะช่วยให้เข้มแข็งขึ้นแล้วออกเดินก้าวแรก ให้เท้านำพาไปสู่ทางเลือกอันเหมาะสม

 

ทางเลือก และอนาคตที่เขาเลือกเอง

 

……

 

ร้านขนมปังของโควัลสกี้ดูวุ่นวายตั้งแต่เช้าของวันเมื่อมองจากด้านนอก เจคอบซึ่งกำลังยุ่งอยู่กับการรอรับลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาจนกระดิ่งประตูหน้าแทบไม่ได้หยุดพักตะโกนเรียกคนอบขนมให้เร่งมือขึ้นอีกหลังจากขนมปังรูปทรงประหลาดหน้าร้านเริ่มลดลงเรื่อยๆ ไม่นานนักก็มีขนมปังหน้าตาพิกลอีกหลายแบบถูกนำออกมาวางเรียงรายตามชั้นต่างๆทั่วทั้งร้าน กว่าจะได้วางมือให้พักหายใจบ้างเวลาก็ล่วงไปจนเลยเที่ยง และเป็นเวลาเดียวกันนั้นเองที่ควีนนี่เปิดประตูเข้ามาพร้อมหอบถุงกระดาษใส่ของใบโตมาด้วย

 

เจคอบรีบวิ่งเข้าไปรับถุงจากมืออย่างรวดเร็วและทำท่าเหมือนจะดุใส่แต่โดนควีนนี่ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน “ทำไมไม่ให้โธมัสไปด้วยเพื่อช่วยถือของ ฉันรู้ค่ะ ฉันแค่ท้อง ไม่ได้เป็นคนป่วยนะ” ยิ้มหวานหยดของเธอทำให้เจคอบเอียงคอยักไหล่ยอมแพ้ “แล้วอีกอย่าง โธมัสไม่ได้เป็นลูกจ้างของที่ร้านจริงๆ เราจะใช้เขาทำโน่นทำนี่ได้ยังไงล่ะคะ”

 

“แต่เขาก็ดูจะชอบ ‘งานรอง‘ อยู่มากเหมือนกันนี่นา เขายังบอกเองด้วยว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้เลย” เจคอบอุ้มถุงกระดาษเดินเข้าไปทางหลังร้านและเจอกับเจ้าของชื่อสวนออกมาพอดี

 

“เรียกผมหรือเปล่า” โธมัสทำหน้างงเมื่อเห็นเจคอบกับควีนนี่ส่ายหน้าพร้อมกัน เขารับถุงกระดาษจากเจคอบ ไม่ค่อยเข้าใจยิ้มแหยจนแก้มอูมของอีกฝ่ายมากนัก “ครีเดนซ์บอกคุณหรือยังว่าเขาจะออกไปข้างนอก และผมจะไปด้วย”

 

“เขาบอกแล้ว จะไปหาคุณเกรฟส์ใช่ไหม”

 

ครีเดนซ์ซึ่งใส่เสื้อโค้ตเตรียมพร้อมเรียบร้อยเดินตามมาสมทบเป็นคนตอบแทนโธมัส “วันนี้ต้องไปรายงานตัวน่ะครับ คงใช้เวลานานหน่อยแต่ผมจะรีบไปรีบกลับ” พอพูดจบโธมัสก็รีบนำของไปเก็บหลังร้าน มีเวลาให้ครีเดนซ์กอดทักทายควีนนี่อีกเล็กน้อยก่อนลาพักกลางวันเพื่อไป ‘รายงานตัว’ ตามที่บอก

 

ทั้งสองใช้เวลาเดินทางจากตรอกเล็กๆของตึกฝั่งตรงข้ามร้านขนมปังมาถึงอาคารสูงใหญ่สีขาวซึ่งเป็นที่ตั้งของสภาเวทมนตร์แห่งสหรัฐอเมริกาแค่ไม่ถึงเสี้ยววินาที เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำอยู่หน้าประตูทางเข้าเปิดทางให้หลังจากโธมัสรายงานการขอเข้าอาคาร พวกเขาก็เดินเข้าไปพบกับภาพคุ้นตาอย่างนาฬิกาแจ้งเหตุการใช้เวทมนตร์เรือนใหญ่เหนือศีรษะ เอลฟ์ประจำบ้านหน้าบึ้งผู้คอยบริการกดลิฟท์โดยไม่เคยปริปากบ่น จนถึงทางเดินโล่งยาวและประตูทางเข้าห้องทำงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงของมาคูซา มีชื่อสลักหน้าประตูเขียนว่า เพอร์ซิวัล เกรฟส์

 

“ผมแค่อยากคุยกับครีเดนซ์ ไม่ได้เรียกรายงานตัวหรอก คงมีการเข้าใจผิดนิดหน่อย ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกให้ชัดเจนนะคุณวู้ด” ผู้พูดซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาในห้อง และโธมัสเพิ่งจะกล่าวรายงานยังไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ

 

“ถ้าอย่างนั้นผมจะรออยู่หน้าห้องนะครับคุณเกรฟส์” โธมัสโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนขอตัวเดินออกจากห้องแล้วทิ้งครีเดนซ์ให้อยู่กับเกรฟส์ตามลำพัง

 

สีหน้าข้องใจของครีเดนซ์ยังคงอยู่ขณะมองมือของเกรฟส์ชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เด็กหนุ่มกวาดตาไปรอบๆก่อนจะนั่งลงอย่างไม่มั่นใจ รู้สึกแปลกมากกว่าปกติเนื่องจากเขาจะถูกพาตัวมาที่ห้องนี้ก็ต่อเมื่อต้องมารายงานตัวกับผู้ดูแลสัปดาห์ละครั้งตามเงื่อนไขของมาคูซา เท่ากับว่าถ้าไม่ใช่เวลางาน ครีเดนซ์ก็จะไม่มีโอกาสได้เข้ามาที่นี่เลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

แววตานิ่งเรียบของเกรฟส์ยิ่งทำให้เขานั่งเกร็งจนไม่ติดเก้าอี้ ความวิตกกังวลถึงสาเหตุของการเรียกคุยในวันนี้ผุดขึ้นมาเรื่อยๆอย่างไม่มีเหตุผล ยิ่งเกรฟส์ปล่อยให้บรรยากาศเงียบมากเท่าไร ครีเดนซ์ก็ยิ่งคิดฟุ้งซ่านมากขึ้นเท่านั้น

 

หรือว่ามาคูซามีคำตัดสินใหม่?

 

ให้จับขัง?

 

หรือกำจัดเขาเสีย?

 

แค่อีกคนขยับเหมือนจะอ้าปากพูด ครีเดนซ์ก็สะดุ้งจนสุดตัว แต่พอเห็นเกรฟส์หัวเราะกับท่าทางประหลาดของเขา อาการเก้อเขินก็เข้ามาแทนที่จนลืมความเครียดก่อนหน้าไปในทันที

 

“ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่แต่เดาว่าคนละเรื่องกับฉันแน่ๆ” เกรฟส์เอนหลังพิงเก้าอี้ทั้งๆที่ยังหยุดอมยิ้มไม่ได้ “ฉันแค่อยากชวนเธอออกมากินกลางวันด้วยกันแต่สงสัยแผนคงต้องเปลี่ยน”

 

มีเสียงพ่นลมสองเสียงดังขึ้นพร้อมกันหลังจบประโยค ในความหมายของเกรฟส์คือถึงแม้ว่าเขาจะตั้งใจชวนครีเดนซ์ตั้งแต่แรก แต่กลับมีงานเร่งด่วนกะทันหันเกินกว่าจะปลีกตัวสำหรับมื้อเที่ยงได้ สำหรับครีเดนซ์ เสียงถอนหายใจเป็นแค่เพราะโล่งอกที่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงตามความคิดฟุ้งซ่านมากมายเมื่อครู่นี้

 

ต่างเหตุต่างผล แต่สุดท้ายพวกเขาก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน

 

“ถ้าจะเปลี่ยนเป็นมื้อค่ำ ผมคิดว่าเราทำอาหารที่บ้านใครซักคนเหมือนเดิมก็ได้นะครับ” ครีเดนซ์พูดขึ้นหลังจากทั้งสองตกลงเรื่องแผนใหม่กันแล้วเรียบร้อย และเกรฟส์กำลังคิดถึงเรื่องสถานที่นัดหมายว่าควรเป็นที่ไหนดี

 

“แบบนั้นก็ไม่ต่างจากทุกทีน่ะสิ”

 

“ก็…” สายตาของเกรฟส์ทำให้ครีเดนซ์อ้ำอึ้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “คุณจะได้ไม่ต้องรีบ และ…”

 

“และ?”

 

“และผมก็…ชอบ…แบบนั้นมากกว่า”

 

คำตอบของเด็กหนุ่มเรียกรอยยิ้มจากเกรฟส์ได้ไม่น้อย เนื่องจากการพูดความรู้สึกของตัวเองออกมาตรงๆเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักยกเว้นหลังมาตรการควบคุมตัวเป็นพิเศษของมาคูซา เขากลับคิดว่าอีกฝ่ายดูผ่อนคลายมากกว่าเมื่อเทียบกับตอนที่พบกันครั้งแรกหรือแม้แต่ตอนไปรับตัวกลับจากอังกฤษ ทั้งๆที่การมีมือปราบมารคอยตามติดเกือบตลอดเวลาอาจชวนให้อึดอัด แต่ดูเหมือนครีเดนซ์จะรับมือกับมันได้ดีทีเดียว

 

ในอีกมุมหนึ่งที่เกรฟส์ไม่เคยรู้ก็คือครีเดนซ์รู้สึกวางใจและสบายใจเพราะไม่เหลือความลับให้ต้องปกปิดอีกต่อไปแล้ว ซึ่งน่าแปลกที่การถูกตีกรอบจนแทบไม่ต่างอะไรกับนักโทษไม่มีผลเทียบเท่าโบสถ์หลังใหญ่ที่ครอบขังจิตใจของเขามายาวนาน ครีเดนซ์ในเวลานี้ถืออิสระของการมีชีวิตเอาไว้ในมือ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่นั่นก็ทำให้เขาก็มีความสุขมากเกินกว่าที่เคยมีมาทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้

 

ความรู้สึกอันเป็นเนื้อแท้ของครีเดนซ์ส่งผ่านถึงเกรฟส์ด้วยยิ้มกว้าง ใบหน้าแต้มสีระเรื่อเจือจางของเขาสื่อจิตใจที่เป็นสุขออกมาอย่างชัดเจน ชัดเสียจนเกรฟส์ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดอีกนอกจาก…

 

“ถ้าเธอชอบ ก็เอาแบบนั้นแล้วกัน”

 

……

 

Happy Ending?

 

ค่ำวันนี้ครีเดนซ์กลับถึงบ้านและทำกิจวัตรประจำวันตามปกติหลังจากโธมัสมาส่งและกลับไปได้ซักพักใหญ่ๆเพื่อผลัดเปลี่ยนให้มือปราบมารอีกคนทำหน้าที่เฝ้าระวังอยู่นอกอาคารที่พักต่อในช่วงกลางคืน เวลาเลยผ่านไปจนดึกดื่นกว่าจะจัดการงานบ้านเสร็จเรียบร้อยและเขาก็เกือบจะเข้านอนอยู่แล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูแต่ไร้เสียงปิดตามหลัง แทบไม่ต้องเดาเลยว่าเสียงนั้นดังมาจากห้องตรงข้าม หมายความว่า…เกรฟส์กลับมาแล้ว

 

ปกติเมื่อประตูปิดสนิท จะมีแค่แสงสว่างลอดออกมาจากช่องด้านล่างเท่านั้น แต่คราวนี้แสงไม่ได้มาจากทางเดียวเพราะประตูบานใหญ่ไม่ได้ติดชิดอยู่กับกรอบ ดังนั้นพอเด็กหนุ่มยื่นมือผลักแค่เบาๆ ประตูก็แง้มเปิดออกอย่างง่ายดาย

 

“คุณเกรฟส์…”

 

ครีเดนซ์ค่อยๆเดินเข้าไปใกล้โซฟาหน้าเตาผิง เขาเห็นเสื้อโค้ตสีดำถูกถอดพาดไว้เหมือนโยนใส่มากกว่าบรรจงวางให้เป็นระเบียบ และเห็นขาที่ยังใส่รองเท้าบูตหนังสีดำยื่นยาวเลยออกจากที่วางแขน เป็นเหตุให้ชวนสงสัยมากกว่าเดิมเพราะเกรฟส์ไม่เคยเปิดประตูห้องทิ้งไว้ ถอดเสื้อผ้าวางระเกะระกะหรือนอนไม่เป็นที่เป็นทางเช่นนี้มาก่อน เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาอาจจะไม่สบาย?

 

“นอนตรงนี้เดี๋ยวเป็นหวัดนะครับ เข้าไปนอนในห้องเถอะ” ครีเดนซ์พยายามลดให้เสียงเบาที่สุด เผื่อว่าอีกฝ่ายหลับอยู่จริงๆจะได้ไม่ตกใจเพราะเสียงของตนเอง

 

แต่เกรฟส์ยังคงนอนอยู่ท่าเดิม ไม่ขยับ ไม่ไหวติง ยกเว้นแค่ร่างกายเคลื่อนขึ้นลงตามจังหวะสูดลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ครีเดนซ์คุกเข่าลงนั่งข้างๆเพื่อสังเกตดูสีหน้าว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ แต่นอกเหนือจากความเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยบนใบหน้า อย่างอื่นก็ดูเป็นปกติดี

 

“คุณ…!”

 

ยังไม่ทันพูดจนจบ เจ้าของชื่อก็รวบตัวเขาไว้แล้วโน้มให้ซบลงกับอกโดยไม่บอกกล่าว ครีเดนซ์อยู่ในสภาพที่ไม่น่าเรียกได้ว่าทั้งนั่งหรือนอนเพราะขาข้างหนึ่งเหมือนกำลังจะลุกยืน แต่อีกข้างยังอยู่ในท่าคุกเข่า ส่วนแขนซ้ายโดนกดทับติดกับลำตัว และแขนขวายันขอบเบาะโซฟาเอาไว้เพื่อไม่ให้ร่างกายเสียสมดุล

 

“ฉันแค่นอนพักเพราะเหนื่อยนิดหน่อย แล้วก็…ระวังหน่อยสิครีเดนซ์ ที่ผูกผมจะหลุดอยู่แล้วนะ” เกรฟส์ลืมตาขึ้นเหลือบมองแล้วจับปลายเชือกหลุดรุ่ยผูกกลับให้แน่นดังเดิม “เชือกเส้นนี้มีทั้งคาถาติดตามของทีน่าและคาถาป้องกันของฉัน อย่าให้ห่างตัวเด็ดขาด”

 

เชือกผูกผมของครีเดนซ์เป็นของที่ทีน่าให้ไว้ตั้งแต่กลับมานิวยอร์กหนแรก ถึงแม้ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมีเหตุให้ต้องใช้มัน แต่เมื่อถึงคราวคับขันอย่างตอนที่กรินเดลวัลด์มาหาเขาเพื่อจะพาหนี ก็เป็นเจ้าสิ่งนี้เองที่นำทีน่าและเกรฟส์มาหาครีเดนซ์ได้ถูกทาง

 

แต่สำหรับคาถาป้องกันของเกรฟส์นั้นเป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาภายหลังเข้าสู่กระบวนการควบคุมตัวของมาคูซา โดยมีจุดประสงค์หลักคือเพื่อป้องกันอันตรายรวมถึงคำสาปต่างๆในระยะประชิดตัว

 

แขนทั้งสองโอบรวบหลังของครีเดนซ์จนแนบชิดขณะที่มือก็กำลังวุ่นวายอยู่กับกระจุกผมทางด้านบน แต่เกรฟส์กลับมองไม่เห็นว่าฝ่ายถูกกอดกำลังหลับตาแน่น แก้มวูบร้อนแดงซ่านด้วยความขัดเขิน เขาหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นว่าร่างของคนในอ้อมอกสั่นเกร็ง พยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อพูดอะไรบางอย่าง

 

“ป..ปล่อยเถอะครับคุณเกรฟส์”

 

เขาหยุดหัวเราะเมื่อเห็นใบหน้าแดงก่ำเปลี่ยนไปเป็นเหมือนกำลังเจ็บปวด

 

“ผม…เป็นตะคริว”

 

 


 

จบแย่

แต่ก็ จบแล้ว /สิ้นชีพ

ในที่สุดการลากฟิคยาวนานข้ามปีก็จบแล้วค่ะ/เงยหน้าน้ำตาไหล/หลังปีใหม่มานี้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเวลาชีวิตครั้งใหญ่จนเกือบถอดใจไม่แต่งต่อให้จบหลายครั้งมาก แต่ความรู้สึกที่ว่าไม่อยากให้ค้างก็ชนะเลยพยายามค่อยๆคืบคลานต่อไป (คลานจนตลายวายเลยทีเดียว) หลังจากนี้อาจจะมีเขียนสลับกับเรื่องอื่นและคงเป็นเรื่องสั้นมากๆเท่าที่เวลาอำนวยค่ะ (มองเรือผีที่ยังค้างอีกเรื่องซึ่งก็ยาวไม่แพ้กัน…)

สำหรับเรื่องนี้ (ไม่รู้ยังมีคนอ่านมั้ย) ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านความเพ้อเจ้อเกรเดนซ์ของเรานะคะ เพ้อจนงงตัวเอง555 หลายช่วงวนไปไหนไม่รู้ เวิ่นเว้อก็อีกเยอะ ยินดีน้อมรับทุกคำแนะนำเลยค่ะ แต่ประเด็นหลักๆก็เพราะเป็นเรื่องที่ตัวเองอยากเห็น ทั้งคุณเกรฟส์ที่อยู่กับน้องเดนซ์อย่างมีความสุขถึงแม้จะมีเงื่อนไขนิดนึง ทั้งยังได้เขียนถึงนิวท์นิดๆด้วย (หนุ่มเนิร์ดของเฮา♥) ทั้งทีน่า เจคอบควีนนี่ก็ด้วย (คู่หลังสุดนี่อฟช.มาเต็มเลยมีให้ชิปต่อนิดเดียวเอง)

ขอบคุณทุกๆวิว ขอบคุณทุกไลค์ ทุกคอมเมนต์ ขอบคุณมากๆค่ะ

 

 

 

Advertisements

4 thoughts on “[Fantastic Beasts FanFic] Take me home : final [Graves x Credence]

  1. จบน่ารักมากเลยค่ะ ย๊ากกกกกกกกกกกเขิววววววว
    ฮื่ออ รักนะคะไรท์เตอร์

    Like

  2. อัลไลคือประโยคสุดท้ายมันทำลายบรรยากาศชวนจูบนีิ! จริงๆแล้วเรานึกว่าจบตั้งแต่ตอนที่สามแล้วค่ะ จริงๆแค่นั้นสำหรับเราก็แฮปปี้แล้วยังมีต่ออีก นี่เป็นภาคสองละครหลังข่าวเลยค่ะ มีให้ลุ้นระทึก เอาใจช่วยครีเดนซ์ด้วย แต่กว่าจะสำเร็จก็ทุลักทุเลพอสมควรเลยทีเดียว นิวท์คือคนที่เป็นเหมือนบ้านของครีเดนซ์เราชอบมากนะคะ คือเวลาอยู่กับครีเดนซ์แล้วมีความรู้สึกสบายใจจริงๆ นี่เป็นการจบที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลอยู่ค่ะ ตายไม่ได้ หนีไม่ได้ ทั้งจากมาคูซ่า ทั้งจากหัวใจตัวเองก็ยอมอยู่แบบถูกจำกัดอิสรภาพกับคนที่ตัวเองรักและเขาสัญญาจะปกป้องก็โอเคค่ะ ไม่งั้นตอนจบก็จะไม่ออกมาอุ่นใจแฮปปี้แบบนี่เนาะ เราชอบวิธีเขียนแบบนี้จังค่ะ เรียบง่ายให้ความรู้สึกของตัวละครต่างๆได้ดี นี่ก็อินตามมากเลย ขอบคุณที่เขียนฟิคชั่นสนุกๆแบบนี้นะคะ เราชอบมาก ประทับใจมากจริงๆ (วนกลับไปอ่านใหม่) เราเขียนคอมเใะนต์บางครั้งก็อ่านไม่ออกต้องขอโทษนะคะ คือเราใช้มือถือพิมพ์ละมันไม่ค่อยถนัดจริงๆ

    Like

    1. ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ ขอตอบรวบเลยคือจริงๆเราจะหยุดตั้งแต่ตอนที่สามแล้วค่ะ แต่คิดว่ามันจบลอยๆอยู่นะ จนมีคนถามว่าถ้าความลับของครีเดนซ์แตกล่ะจะทำยังไง ก็เลยลองเขียน Take me home ดูค่ะ พอเขียนไปก็เริ่มเห็นแววว่าเรื่องที่เดินมาคงจบสมบูรณ์แบบทั้งหมดไม่ได้(น่าจะคิดมากไปเอง😂)ก็เลยเป็นอย่างที่เห็นค่ะ จริงๆก็ต้องขอโทษด้วยเพราะฟิคเรื่องนี้เราเพ้อมากจริงๆค่ะ เรื่องมันก็เลยแหม่งๆไปบ้าง แต่ก็ขอบคุณที่อ่านจนจบและขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ด้วยนะคะ รู้สึกมีกำลังใจให้แต่งต่อมากๆค่ะ

      Liked by 1 person

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s