[Kingsman Fanfic] ไม่ใช่ GrabBike แต่ก็พร้อมไปกับเPอ [Percilot]

Title : ไม่ใช่ GrabBike แต่ก็พร้อมไปกับเPอ

Pairing : Lancelot/Percival


 

 

เย็นย่ำค่ำคืนหนึ่งในเมืองหลวง ท้องฟ้าหน้าร้อนมืดลงแล้วถึงแม้จะมีกลางวันยาวนานยิ่งกว่าฤดูร้อนของปีก่อน ดวงอาทิตย์เลื่อนลับขอบฟ้าตามเวลากำหนด กลืนกินเศษแสงสีส้มให้หายไปกับราตรีสีดำสนิท

 

บรรยากาศจอแจริมทางเท้าใกล้กับบันไดทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้ายังดูมีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อวาน วานซืน และวันก่อนหน้านั้น หลอดไฟสีขาวสว่างจากอาคารพาณิชย์และแสงไฟจากทางขึ้นสถานีส่องสว่างเจิดจ้าแผ่ลงมาถึงแนวจอดมอเตอร์ไซค์เบื้องล่าง รถคันแล้วคันเล่าสลับเข้าออกเพื่อรับส่งผู้โดยสาร รวมถึงคันที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่นี้ด้วย

 

เสียงเครื่องยนต์เบาลง รถจอดนิ่งสนิท คนขับวางเท้ายันกับพื้นเพื่อทรงตัวและรับน้ำหนักรถไปพร้อมๆกัน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังคงนิ่งอยู่เหมือนเดิมเขาก็หันไปหาผู้โดยสารทางด้านหลัง

 

“ถึงแล้วพี่ ซอยเก้า” เขากำลังจะจับที่กั้นลมของหมวกกันน็อคผลักขึ้นให้พ้นสายตาก็มีเสียงจากอีกคนดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

 

“ว่าแล้วเชียว ก็คิดอยู่ว่าทำไมเข้ามาซอยนี้” ผู้โดยสารยื่นตัวออกข้างเพื่อมองคนด้านหน้าแล้วพูดเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกนิด “ซอยห้าครับพี่ ไม่ใช่ซอยเก้า”

 

“อ้าว ไม่ใช่ซอยเก้าเหรอพี่ สงสัยฟังผิด”

 

“ไม่ใช่พี่ ต้องไปอีก”

 

“ซอยนี้มันมีทางลัดไปซอยห้ามั้ยพี่ ผมไม่เคยเข้ามาตรงนี้”

 

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่ ไม่เคยเข้ามาถึงตรงนี้เหมือนกัน”

 

ความเงียบเข้าครอบงำระยะหนึ่ง แล้วพวกเขาก็โค้งตัวหัวเราะกันคนละทิศละทาง

 

“เออ สรุปใครเป็นพี่ใครละเนี่ย” ฝ่ายคนขับถอดหมวกกันน็อคแบบเต็มใบออกจนสามารถมองเห็นผู้โดยสารได้ถนัดตา

 

“ตลกดี ไม่รู้ก็เรียกพี่ไว้ก่อนจนเคยชินไปแล้ว ผมเคยเจอบางคนแก่กว่าตั้งเยอะมาเรียกผมว่าพี่”

 

“เคยเจอเหมือนกัน เป็นอาม่าเลย เรียกผมว่าเฮีย” พอคนขับพูดจบ ผู้โดยสารก็หัวเราะ

 

คนข้างหน้าพ่นลมขำเบาๆก่อนจะสวมหมวกกันน็อคกลับเข้าไปอีกครั้ง “จะเรียกยังไงก็ได้นะ แล้วซอยห้านี่เอายังไงดี” เขาหันซ้ายหันขวาเหมือนกำลังค้นหาเส้นทางในความคิด “ผมออกทางเดิมที่เข้ามาดีกว่า แถวนี้ทางลัดมันงงๆ เดี๋ยวจะหลงไม่ได้กลับบ้านเปล่าๆ”

 

“ออกทางเดิมก็ได้ ไม่มีมิเตอร์นี่นะ” เสียงจากข้างหลังดังขึ้น คนขับมองเห็นยิ้มน้อยๆผ่านกระจกมองข้างท้ายคำว่า ‘ไม่มีมิเตอร์’ นั่นทำให้เขาเป็นฝ่ายยิ้มบ้าง

 

“แล้วก็…เรียกยังไงก็ได้เหมือนกัน ผมว่าอายุพวกเราคงไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่หรอก” ผู้โดยสารว่าต่อหลังจากแสงไฟหน้ารถเปิดสว่าง เสียงเร่งเครื่องดังลั่นซอยเงียบ และบรรยากาศรอบข้างก็เริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอีกครั้ง

 

ปากซอยห้าคือจุดหมายที่ถูกต้องปรากฏต่อหน้าพวกเขาแล้ว  รถค่อยๆชะลอความเร็วพร้อมกับคำถามปิดท้ายก่อนส่งผู้โดยสารให้ถึงจนสุดทาง

 

“เข้าซอยมั้ย—”

 

“จอดหน้าปากซอยก็พอ—”

 

ทั้งสองคนเกือบจะหยุดคำลงท้ายเอาไว้ไม่ทัน ซึ่งต่างคนต่างรู้ดีว่าคำๆนั้นคืออะไร

 

แสงไฟหน้ารถสาดส่องเข้าไปข้างในซอยซึ่งไม่ลึกมากนัก คนขับได้รับค่าโดยสารของเขาเรียบร้อยแล้วแต่ยังคงนั่งอยู่บนรถทั้งอย่างนั้น รอให้ผู้โดยสารเดินถึงทางแยกด้านในแล้วเลี้ยวหายไปจนแม้แต่แสงไฟก็ส่องไม่เห็น

 

มอเตอร์ไซค์รับจ้างขับรถออกไปโดยไม่รู้ว่าคนที่มาด้วยกันเมื่อครู่ยังยืนอยู่ไม่ห่างจากจุดเดิมเนื่องจากบ้านของเขาอยู่ตรงช่วงทางเลี้ยวพอดี เขาถือกุญแจขณะชะโงกตัวมองไปทางหน้าซอย เมื่อพบแต่ความมืดกับความเงียบสงัดก็เดินกลับเข้าบ้าน พร้อมกับเผลอผุดยิ้มบางๆที่มุมปากขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

……

 

 

• ชมจันทร์ • ฤดูร้อน •

 

 

“สว่างดีใช่มั้ยล่ะ”

 

เสียงนั้นดึงเพอศิวัฒม์ให้หลุดจากการเพ่งมองแหล่งกำเนิดแสงดวงใหญ่ส่องสว่างเหนือศีรษะทางด้านข้าง

 

“พระจันทร์น่ะ เมื่อวานยังอมเหลืองอยู่เลย วันนี้ขาวสว่างดีจริง”

 

“ใช่ สว่างมาก สว่างแข่งกับดาวข้างๆเลย” เขาหัวเราะ ไม่คิดว่าคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะชวนคุยเรื่องพระจันทร์หรืออะไรเทือกนั้นมาก่อน

 

“แถวบ้านผมมีเรื่องเล่ารู้ไหม” คำพูดของคนข้างหน้าเรียกความสนใจของเพอศิวัฒม์ได้เล็กน้อย “ว่ากันว่าถ้าคืนไหนมีดาวอยู่ใกล้พระจันทร์มากๆ วันนั้นจะมีคนหนีตามกัน”

 

อันนี้ออกจะเป็นเรื่องเล่าแปลกผิดคาดไปนิดหน่อย

 

“เรื่องเล่าอะไรแปลกจัง แล้วมีคนหนีตามกันจริงรึเปล่า”

 

คำถามของเพอศิวัฒม์ได้รับคำตอบเป็นเสียงหัวเราะ “ผมก็ไม่รู้ว่าจริงมั้ย ฟังมาจากแม่ แล้วแม่ก็ฟังมาจากยายอีกที” ดูเหมือนคนพูดจะกำลังย้อนนึกถึงความเชื่อไร้ที่มาเมื่อครู่ เพราะหลังจากพูดจบ เขาก็หัวเราะอีกครั้ง

 

ทั้งสองหยุดการสนทนาแต่เพียงเท่านี้ในจังหวะที่รถจอดเพราะสัญญาณไฟแดง มีแต่เสียงแตรและเสียงเครื่องยนต์ของรถวิ่งสวนมาจากอีกฝากถนนเท่านั้น

 

“สว่างดีจังเลยนะ”

 

เพอศิวัฒม์เปรยเบาๆ ไม่สนใจว่าสัญญาณไฟจากฝั่งตรงข้ามของสี่แยกจะยังเป็นสีเขียว ไม่สนใจรถรามากมายที่วิ่งผ่านหน้าตนเอง เหมือนเวลานี้มีเพียงแค่สองคน กับแสงจันทร์ และแสงดาวประดับอยู่บนผืนฟ้าราตรีอันมืดมิด

 

คนขับดันแผ่นกันลมขึ้นแล้วหันมามองคนข้างหลัง “ใช่” เขาตอบแล้วส่งยิ้มให้

 

“ดีจริงๆ”

 

…….

 

ลานสาโรจน์มีความรู้สึกแปลกๆขณะขี่รถมอเตอร์ไซค์คู่ใจไปตามซอยแคบซึ่งเป็นทางลัดที่ใช้ส่งผู้โดยสารคนนี้เป็นประจำทุกวัน วันอื่นๆก็ปกติดีแต่ดูวันนี้การขยับตัวของคนข้างหลังจะทำให้รถควบคุมยากเล็กน้อย เขาเหลือบมองกระจกข้าง เห็นหมวกกันน็อคกลมๆอีกใบกำลังหมุนหันไปมาบ้าง เงยไปทางซ้ายขวาบ้างผ่านภาพสะท้อนของกระจก ลานสาโรจน์จึงผลักแผ่นกันลมของหมวกกันน็อคออกเพื่อพูดให้คนซ้อนท้ายได้ยินด้วย

 

“อย่าหันไปหันมาแบบนั้นสิคุณ มันเหวี่ยง”

 

“ขอโทษที” ผู้โดยสารส่งเสียงตอบกลับ “วันนี้พระจันทร์ยิ้มข้างเดียว ดูสิ”

 

คนข้างหน้าตอบปนหัวเราะ “ให้ดูดาวตอนขี่มอเตอร์ไซค์เนี่ยนะ พูดเป็นเล่นไป” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ลานสาโรจน์ก็เหลือบมองขึ้นข้างบนจริงๆ  “มีตาข้างเดียวจริงด้วย”

 

สิ่งที่เห็นนอกจากท้องฟ้าสีดำคือดาวดวงจ้อยส่องแสงเด่นชัดอยู่ดวงเดียวและมีเพียงพระจันทร์เสี้ยวบางอยู่เคียงข้าง ตีวงโค้งอยู่ข้างใต้ในขณะที่มีดาวอยู่ข้างบนทำให้ดูเหมือนใบหน้ากำลังฉีกยิ้ม แต่เนื่องจากมีดวงตาแค่ดวงเดียว พระจันทร์ยิ้มจึงยังไม่นับว่าสมบูรณ์แบบนัก

 

“นี่ดูจริงเหรอ มองทางด้วย”

 

“เอ้า ก็เรียกให้ดูเองไม่ใช่เหรอ” คนขับนึกขำเมื่อได้ยินเสียงสูงจากคนข้างหลังเพราะเกิดตกใจที่เขาละสายตาจากเส้นทางตามคำชวนของเจ้าตัว “ที่จริงไม่ได้มีตาข้างเดียวนะ”

 

ผู้โดยสารเงยหน้ามองตาม พยายามชะเง้อหาตาอีกข้างอย่างที่บอก “ไม่เห็นมีเลย หรือว่ามีแต่ไม่ค่อยสว่าง” อาการก้มๆเงยๆโยกไปโยกมาทำให้ลานสาโรจน์ต้องใช้แรงจับรถให้นิ่งอีกครั้ง “มองยังไงก็มีแค่ดวงเดียว”

 

“ก็ที่ไม่เห็นเพราะขยิบตาอยู่…”

 

ลานสาโรจน์อมยิ้มให้ความเงียบหลังจากนั้น เขารู้ว่าอีกฝ่ายต้องกำลังนึกอยากบีบคอจากข้างหลังอยู่แน่ๆ สายตาที่มองมาให้เห็นจากกระจกมองข้างช่างเย็นชา ถ้าเปรียบเป็นแสงเลเซอร์ หลังของเขาก็คงจะทะลุทะลวงเป็นรูพรุนไปทั่วอย่างแน่นอน

 

“ขับต่อไปเถอะ”

 

น้ำเสียงเรียบนิ่งและแววตาทิ่มแทงจนลานสาโรจน์อดหัวเราะไม่ได้ ผู้โดยสารจึงต้องเคาะหลังเบาๆเมื่อเห็นเขาค้อมตัวลงเพราะพยายามกลั้นเสียง และกลายเป็นฝ่ายทำรถส่ายไปมาตลอดทางเสียเอง

 

……

 

 

• เปียกปอน • ฤดูฝน •

 

 

น้ำเม็ดเล็กหยดเปาะแปะลงบนศีรษะของเพอศิวัฒม์ทันทีเมื่อก้าวขาพ้นหลังคาบันไดทางลงรถไฟฟ้า เขาอุ้มกระเป๋าหนังสีดำวิ่งเข้าใต้ร่มหลังคาข้างทาง รอดูสถานการณ์ซักพักว่าฝนจะตกหนักกว่าเดิมหรือไม่เพราะหากฝนเกิดเทหนักขึ้นมา ด้วยลักษณะการเดินทางหลังจากนี้ต่อให้มีร่มก็คงช่วยอะไรมากไม่ได้ จนเมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้าเห็นมีเมฆดำเป็นบางจุดและฝนยังคงตกปรอยๆเช่นเดิม เพอศิวัฒม์จึงเดินไปยังจุดจอดรถของวินมอเตอร์ไซค์ที่อาศัยกลับบ้านเป็นประจำ และแอบนึกสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีจังหวะประจวบเหมาะให้พบกับมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันเดิมทุกที

 

คนขับมอเตอร์ไซค์ยกมือเรียกเพื่อให้ขึ้นรถของตนตามคิวที่กำหนดไว้ แต่พอเพอศิวัฒม์เดินไปถึงและยังไม่ทันขึ้นซ้อนท้าย คนขับก็ลงจากรถแล้วเปิดเบาะนั่งเพื่อหยิบเสื้อกันฝนส่งให้เขา

 

เพอศิวัฒม์พูดขอบคุณและปฏิเสธไปพร้อมกัน เขาให้เหตุผลหลังอีกฝ่ายเก็บเสื้อกันฝนกลับเข้าที่เดิมว่า

 

“นั่งมอเตอร์ไซค์ตอนฝนตกแบบนี้สดชื่นดี”

 

เขาเห็นคนขับยิ้มให้ ก็เดาว่าคงเข้าใจตรงกัน

 

โชคดีที่ฝนเป็นใจจนถึงบ้าน เพอศิวัฒม์มีหมวกกันน็อคแบบไม่มีที่บังลมช่วยกันไม่ให้ศีรษะครึ่งหนึ่งเปียกน้ำ ส่วนอีกครึ่งนั้นได้รับเม็ดฝนแบบเต็มๆแต่ก็แค่กระทบใบหน้าไม่ถึงกับเจ็บมาก ติดแค่แว่นสายตาของเขาซึ่งตอนนี้วิสัยทัศน์ถูกบดบังเสียหมดจนแทบมองไม่เห็นสองข้างทาง หรือเรียกว่าไม่เห็นอะไรเลยอาจจะถูกต้องมากกว่า

 

การนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ตากฝนอาจไม่ใช่เรื่องสนุกทุกครั้งไป เพราะปีก่อนๆเขาเคยเจอมอเตอร์ไซค์รับจ้างขับขี่ด้วยความเร็วจนฝนเม็ดเล็กสามารถกลายสภาพเป็นเข็มปักทิ่มใบหน้าให้เจ็บได้ แต่คราวนี้แตกต่างจากทุกทีโดยเฉพาะคนขับ คล้ายกับจงใจให้รถแล่นช้าๆ อาจเป็นเพราะกลัวเจ็บ กลัวถนนลื่น หรือมีเหตุผลอื่นก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

 

และอีกอย่างที่ต่างไปจากปกติ คือครั้งนี้เป็นการโดยสารเงียบๆ ไม่มีบทสนทนาเหมือนอย่างเคย แค่นั่งรถไปเรื่อยๆ ท่ามกลางหยดน้ำกับลมเย็นปะทะใบหน้า และหลอดไฟสีส้มข้างทางที่สาดแสงลงมาจนเห็นเม็ดฝนโปรยสู่พื้นถนน

 

ช่วงเวลาแค่ไม่เกินสิบนาทีที่ทำให้รู้สึกว่าได้พักเหนื่อย เงียบสงบอย่างแท้จริง

 

รถมอเตอร์ไซค์จอดตรงปากซอยห้าซึ่งเป็นทางเข้าบ้านของเพอศิวัฒม์ เขาลงจากรถแล้วถอดหมวกกันน็อคส่งคืนเจ้าของ และรู้สึกแปลกใจที่เห็นสายตาประหลาดๆมองกลับมา แต่นั่นยังไม่เท่าเสียงหัวเราะพรืดและคำพูดแบบกลั้นขำเต็มแก่ของอีกฝ่าย

 

“…เอาที่ปัดน้ำฝนมั้ยคุณ”

 

ได้ยินอย่างนั้นเพอศิวัฒม์ก็นึกขึ้นได้ ว่าแว่นตาของเขาเป็นฝ้าบดบังทุกสิ่งรอบด้านจนพร่ามัว รวมถึงใบหน้าของคนที่กำลังหัวเราะอย่างไม่เกรงใจนี่ด้วย

 

หมดกัน บรรยากาศดีๆเมื่อสิบนาทีก่อน…

 

……

 

สถานการณ์ชุ่มโชกเช่นนี้เกิดขึ้นปีละครั้ง แต่ครั้งละหลายวัน และอาจจะวันละหลายครั้งตามความพอใจของสภาพอากาศซึ่งไม่ใคร่จะตรงตามคำทำนายของกรมอุตุนิยมวิทยาเท่าไรนัก ช่วงหัวค่ำของวันนี้มีสภาพดังว่าส่อเค้ามาตั้งแต่ตอนเย็น เมฆฝนสีเทาย้อมท้องฟ้าตอนกลางคืนจนเป็นแดงเข้ม สร้างความเบื่อหน่ายแก่บรรดามอเตอร์ไซค์รับจ้างเพราะหมายความว่าพวกเขาอาจต้องขับรถฝ่าฝนกันทั้งคืนอีกแล้วก็เป็นได้

 

วันนี้โชคดีไม่ได้อยู่กับทั้งลานสาโรจน์และผู้โดยสารของเขาเนื่องจากเพียงแค่รถวิ่งไปได้ไม่เกินสองร้อยเมตร ฝนก็เทกระหน่ำลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตาจนใช้เวลาไม่นานในการทำให้ทั้งสองเปียกชุ่มยิ่งกว่าว่ายน้ำเล่นในสระว่ายน้ำเสียอีก

 

ลานสาโรจน์รีบมองหาสถานที่ที่พอจะแวะจอดพักรถในละแวกใกล้เคียง เขาเลือกจอดหน้าอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในซอยทางลัดเพราะจุดนั้นมีกันสาดยื่นออกมาเล็กน้อยให้พอหลบฝนได้ เมื่อทั้งสองลงจากรถเขาก็หยิบเสื้อกันฝนที่เก็บไว้ใต้เบาะส่งให้ผู้โดยสารซึ่งเปียกตั้งแต่บ่าจรดเท้าเช่นเดียวกับเขา ต่างกันตรงที่อีกฝ่ายใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวและมีข้างใต้เป็นเสื้อกล้ามสีเดียวกัน แต่สภาพดูคล้ายกับกำลังใส่เสื้อโปร่งใสก็ไม่ปาน

 

“ไม่เป็นไร คุณใส่เถอะ ของผมทนเปียกเดี๋ยวเดียวก็ถึงบ้านแล้ว”

 

ไม่อยากจะบอกว่าที่คะยั้นคะยอให้ใส่ ไม่ใช่เพราะแค่เรื่องเปียกฝนอย่างเดียวเท่านั้นหรอก

 

“ผมเปียกทั้งตัวแล้วใส่ไปก็อับเปล่าๆ คุณใส่ไว้ดีกว่าจะได้ไม่เป็นหวัด ทำงานบริษัทแบบคุณ ไม่ป่วยน่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ”

 

แต่อีกฝ่ายก็ยังยืนยันคำเดิม ทั้งคู่จึงยืนเถียงไปมาว่าใครสมควรใส่เสื้อกันฝนมากกว่ากัน เถียงอยู่นานโดยไม่รู้ว่าฝนซาตั้งแต่ตอนไหน หรือหยุดตั้งแต่เมื่อไร รู้แค่ต่างคนต่างค่อยๆลดเสียงเมื่อสังเกตได้ว่านอกจากเสียงโต้เถียงของพวกเขาแล้ว ก็ไม่มีเสียงอื่นดังเทียบเท่าอีก

 

“งั้น…ไปต่อกันเลยมั้ย”

 

ลานสาโรจน์ชี้ไปที่มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟสีน้ำเงินคู่ใจของเขาพร้อมอาการขัดเขินเล็กน้อย ส่วนผู้โดยสารแค่พยักหน้าเบาๆตอบแล้วสวมหมวกกันน็อคกลับเข้าที่โดยไม่ต้องรอให้พูดมากกว่านั้น

 

“ถึงบ้านแล้วก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าล่ะ เดี๋ยวเป็นหวัด”

 

“คุณน่าจะเป็นมากกว่าอีกถ้ายังขับรถเปียกๆอย่างงี้ทั้งคืน”

 

คนขับเร่งเครื่องออกจากหน้าอาคารที่ใช้หลบฝนด้วยความระมัดระวังมากขึ้นเนื่องจากพื้นถนนเฉอะแฉะกว่าเดิม เขาขี่ย้อนกลับทางเก่าเพื่อมุ่งหน้าสู่ซอยลัดซึ่งเป็นทางกลับบ้านของผู้โดยสาร “ผมมันพวกหัวแข็ง ฝนแค่นี้ทำอะไรไม่ได้หรอก”

 

พอถึงซอยห้า เสียงจากข้างหลังก็ดังขึ้นบอกให้จอดปากทางแต่ลานสาโรจน์ขับรถเข้าไปในซอยแล้วหันไปพูดว่าจะส่งให้ถึงหน้าบ้านโดยไม่ฟังคำปฏิเสธของผู้โดยสาร จนกระทั่งถึงทางแยกด้านในห่างจากปากซอยราวห้าสิบเมตร คนข้างหลังก็เรียกให้จอด และพูดสั้นๆว่าถึงแล้ว

 

“บ้านผมอยู่ตรงนี้เอง ถึงบอกว่าไม่ต้องเข้าซอยก็ได้ไงล่ะ” คนพูดลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อค แล้วชี้บ้านของตนเองที่อยู่ถัดจากบ้านกลางซอยไปหลังเดียวเท่านั้น “แต่ก็ขอบคุณนะ อุตส่าห์เข้ามาส่ง” เขาหยิบธนบัตรชุ่มแฉะที่เตรียมไว้ในกระเป๋าเสื้อพลางมองหน้าคนขับซึ่งตอบกลับในทันทีว่าไม่เป็นไร

 

จำนวนเงินที่ส่งให้ลานสาโรจน์นั้นมากกว่าปกติ เขายืนยันขอรับค่าโดยสารเท่าเดิมแต่เจ้าตัวก็พยายามบอกให้รับไว้ ต่างฝ่ายผลัดกันให้ผลัดกันปฏิเสธอยู่แบบนั้นอีกครั้ง จนลานสาโรจน์ต้องหาข้อโต้แย้งที่สามารถตัดบทได้ในที่สุด

 

“ผมรับเงินเกินไม่ได้ ป้ายมันบอกค่าโดยสารไว้แล้ว เดี๋ยวผมเดือดร้อน” คราวนี้เห็นทีจะได้ผลเพราะอีกฝ่ายเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้และยอมดึงเงินกลับเพื่อยื่นให้เท่าที่กำหนดบนป้ายตามเดิม

 

“ถ้าไม่บอกก็ไม่มีใครรู้หรอก”

 

ลานสาโรจน์พ่นลมเบาๆให้กับความพยายามครั้งสุดท้ายของผู้โดยสารของเขา “คราวหน้าถ้าให้เกินอีกจะไม่ส่งบ้านนะ”

 

คิ้วเหนือกรอบแว่นดำขมวดเป็นปมด้วยความสงสัย “ไม่ส่งบ้านแล้วจะส่งที่ไหน”

 

คำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบ ลานสาโรจน์ทำแค่ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนบิดเร่งเครื่องจากไป ปล่อยให้ผู้โดยสารยืนหน้าอุ่นๆตัวเปียกๆอยู่ที่เดิมพร้อมกับคิดในใจ

 

บ้า…

 

……

 

 

• ลมเย็น • ฤดูหนาว •

 

 

วันนี้เหล่าคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างทั้งหลายดูวุ่นวายกว่าวันก่อนๆ เพอศิวัฒม์เพิ่งมาถึงและกำลังยืนมองพวกเขาช่วยกันขัดถูกำแพงด้านหลังซึ่งปกติจะเป็นกำแพงเปล่าสีเทาของปูนเปลือย มีลวดลายแบบรอยขีดเขียนสีสันสวยงามจากศิลปินไร้นามข้างถนนบ้างประปราย แต่เวลานี้กราฟฟิตี้เหล่านั้นถูกขีดทับด้วยเส้นสีดำปราศจากความเป็นศิลปะ อ่านได้ใจความจากลายมือหวัดๆว่า เอ้กซี่ พ่อทุกสถาบัน

 

วินมอเตอร์ไซค์รุ่นลุงคนหนึ่งซึ่งยืนใกล้เพอศิวัฒม์มากที่สุด พอสังเกตเห็นว่าเขามายืนรออยู่ก็หันซ้ายหันขวาแล้วตะโกนเสียงดัง “ครูซอยห้ามา ไอ้หนุ่มอยู่ไหน”

 

ครูซอยห้า…

 

เพอศิวัฒม์ทวนคำในใจ หมายถึงเขางั้นรึ?

 

ไอ้หนุ่มใบหน้าคุ้นตาผู้ปรากฏว่าเป็นลานสาโรจน์วิ่งออกมาจากท้ายวิน เขาถือแปรงทองเหลืองอยู่ในมือพร้อมถังน้ำพลาสติกหนึ่งใบส่งต่อให้กับชายอีกคนตรงหัวคิว จากนั้นจึงค่อยเช็ดมือกับเสื้อวินสีส้มของตนพร้อมยิ้มกว้าง

 

“ซอยห้าใช่มั้ย ไปกันเถอะ”

 

แต่ก่อนรถจะออกตัว จู่ๆเพอศิวัฒม์ก็ถามขึ้นมาด้วยทั้งสงสัยทั้งข้องใจ “ทำไมเป็นครูซอยห้า?”

 

ลานสาโรจน์หัวเราะแห้งแล้วค่อยตอบคำถามในตอนท้าย “เขาเห็นคุณแต่งตัวเรียบร้อยทุกวัน ผูกไท ใส่แว่น เหมือนครูโรงเรียนประถมในซอย ก็เลยเรียกกันแบบนั้น”

 

“อ้อ…”

 

คำตอบคำเดียวของเพอศิวัฒม์และสีหน้าเหมือนยอมรับง่ายๆทำให้ลานสาโรจน์แปลกใจเพราะคิดว่าจะโดนบ่นมากกว่านี้ เขาสตาร์ทรถแล้วขับออกจากวิน ฝ่าอากาศเย็นสบายของหน้าหนาวช่วงค่ำเพื่อมุ่งสู่ทางกลับบ้านของผู้โดยสาร ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงจากข้างหลังดังขึ้นอีกครั้ง

 

“แล้วทำอะไรกันอยู่ เห็นขัดกำแพงกันวุ่นเลย”

 

คนถูกถามถอนหายใจแบบเซ็งๆ “มีคนมือบอนพ่นสีใส่กำแพงน่ะสิ ไอ้เอ้กเด็กช่างกลลูกป้ามิตรร้านขายของชำซอยสิบเอ็ด มันรู้ว่ากำแพงตรงนั้นเจ้าของบ้านเป็นตำรวจแถมเป็นถึงสารวัตรก็ยังจะหาเรื่อง ไว้โทรแจ้งให้มาจับจริงๆซะที มันจะได้หายบ้า”

 

“มิน่าล่ะตั้งใจขัดกันน่าดู บ้านตำรวจนี่เอง” เพอศิวัฒม์รับคำอย่างเข้าใจ “จะแจ้งความจริงเหรอ ยังเด็กๆอยู่เรียกมาเตือนก็พอ”

 

“มันทำไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เตือนจนเหนื่อย สารวัตรก็ขี้เกียจจับเพราะมันยังเด็กนี่ล่ะ หวยเลยตกที่พวกเราต้องมาช่วยกันทำความสะอาดเพราะไม่มีใครอยากมีเรื่องกับตำรวจหรอกจริงมั้ย”

 

พูดอีกก็ถูกอีก

 

เพอศิวัฒม์ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยและเห็นใจไปพร้อมๆกัน หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ การพูดคุยจึงจบลงเพียงเท่านั้น

 

ความเงียบโอบล้อมอยู่ชั่วระยะหนึ่งก็มีเสียงคล้ายคนฮัมเพลงดังขึ้นประสานกับเสียงลม เพอศิวัฒม์จึงชะโงกมองเพราะคิดว่าคงจะมาจากคนข้างหน้า แต่เนื้อหาฟังไม่ได้ศัพท์เพราะเสียงค่อนข้างเบาจนกระทั่งเข้าท่อนกลางเพลงจึงพอจับใจความได้บ้าง

 

“ผัวเก่าคนนี้…นั้น ทุกวันยังคึดฮอดเจ้า ยังคือเก่า บ่ทันมีไผ…”

 

จบท่อนก็มีเสียงลมหายใจดังพรืดจากด้านหลัง ลานสาโรจน์จึงมองเพอศิวัฒม์จากกระจกข้างแล้วพูดยิ้มๆ “อะไร ไม่เคยฟังเหรอ เพลงนี้ดังนะ”

 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ไม่เคยฟังจริงๆนั่นแหละ”

 

เหมือนพูดให้เข้าทาง เพราะตลอดการขับขี่จนถึงบ้าน เพอศิวัฒม์ก็ได้ยินเพลง ‘ผัวเก่า’ จากการขับขานของลานสาโรจน์แบบดังกว่าเดิมและชัดถ้อยชัดคำตั้งแต่ต้นจนจบทั้งเพลง

 

……

 

เบื้องหลังหมวกกันน็อคสีดำสลับลายแบบเต็มใบกำลังมีคนทำหน้าข้องใจโดยไม่มีใครอื่นสังเกตเห็น

 

แต่เขาเห็น ยกเว้นสมองทั้งสองซีกของเพอศิวัฒม์ในเวลานี้ไม่ค่อยจะประมวลเหตุหรือผลอันใดเท่าไรนัก มีบางสิ่งก่อตัวเหมือนเมฆดำอยู่ระหว่างคิ้ว เส้นข้างลำคอตึงเหมือนหนังยางโดนขึงไปจนถึงบ่า อากาศอัดเป็นก้อนอยู่ตรงปลายจมูกทำให้หายใจได้ยากลำบากกว่าปกติ

 

เพราะอากาศเปลี่ยน หวัดจึงตามมาเป็นธรรมดา การทำงานบริษัทอาจอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ลาป่วยได้อย่างเต็มที่แต่บางครั้งงานก็ไม่เป็นใจ เขาจึงต้องหอบสังขารพร้อมไข้ต่ำๆไปทำงานตามด้วยหอบแฟ้มกลับไปทำที่บ้านเพราะตั้งใจว่าถึงจะลาวันถัดไป งานก็ยังอยู่กับตัวให้ทำต่อเนื่องได้ทันที ซึ่งตลอดทั้งวันจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครว่าอะไร ยกเว้นวินมอเตอร์ไซค์เจ้าประจำคนนี้เท่านั้น

 

เสียงบ่นอุบอิบเหมือนแมลงหวี่เข้าหูซ้ายของเพอศิวัฒม์แล้วทะลุออกหูขวาอย่างนุ่มนวลไร้ความรู้สึก เขาพึมพำยอมรับคำบ่นผ่านผ้าปิดจมูกสีขาวด้วยเสียงแผ่ว ใจแค่นึกอยากจะให้ถึงบ้านเร็วๆขณะขึ้นนั่งซ้อนท้าย สองมืออุ้มแฟ้มงานจนไม่ว่างให้เกาะยึดกับตัวรถ ยิ่งร้ายที่สุดเมื่อลมเย็นสบายเช่นนี้ช่างเชิญชวนให้เปลือกตาหย่อนตัวลงแล้วปิดการทำงานของร่างกายและสมองเสียจริง

 

“เฮ้ยๆๆๆ”

 

ลานสาโรจน์ร้องเสียงหลงเมื่อมองกระจกข้างแล้วเห็นแฟ้มพลาสติกเกือบจะเทออกจากอ้อมแขน เขาชะลอรถ พยายามเอื้อมมือไปด้านหลังเพื่อกันเอาไว้ก่อน แต่กลายเป็นว่าผู้โดยสารก็กำลังจะเททั้งตัวลงทางข้างรถเช่นกัน

 

สุดท้ายลานสาโรจน์ก็ต้องแวะจอดรถและบอกให้เพอศิวัฒม์ลงมายืนรอครู่หนึ่ง เขาจัดการหยิบเสื้อแจ็คเก็ตผ้าร่มจากใต้เบาะ รูดซิปปิดตั้งแต่คอจนถึงชาย จากนั้นก็เอาแฟ้มงานทั้งหมดยัดใส่ทางชายเสื้อ ผูกแขนเสื้อเข้ากับส่วนคอดใต้แฮนด์มอเตอร์ไซค์เพื่อทำเป็นที่ใส่ของอย่างง่ายๆ

 

“ไหวแน่นะคุณ” ลานสาโรจน์ถามคนป่วยซึ่งตอนนี้ตาใกล้ปิดเต็มทน “ไปหาหมอดีกว่ามั้ย”

 

“…กะว่าจะไปพรุ่งนี้ แต่วันนี้ขอกลับไปพักก่อน”

 

น้ำเสียงอ่อนระโหยจนน่าสงสาร ทั้งสองขึ้นรถอีกครั้งแต่ยังไม่ออกจากที่เดิมเพราะลานสาโรจน์รอดูอาการของเพอศิวัฒม์จากกระจกข้าง พอเห็นท่าโงนเงนของอีกฝ่ายจึงจับแขนของผู้โดยสารแล้วดึงเข้าหาหลังของตน

 

“พิงมาเลย ไม่เป็นไร ถ้าเอนไปเอนมาจนรถล้มคราวนี้จะแย่ยิ่งกว่าหวัดอีกนะ”

 

ฟังดูมีเหตุผล แต่เผอิญว่าเพอศิวัฒม์ไม่อยู่ในสภาพของคนมีเหตุผลเขาจึงทิ้งตัวพิงแผ่นหลังโดยไม่โต้แย้งใดๆ และให้มืออีกข้างอ้อมเอวคนขับไปจับกับอีกมือที่ถูกยึดไว้ก่อนหน้านั้น

 

“เกาะแน่นๆนะน้อง”

 

คนขับยิ้มเมื่อเห็นปฏิกิริยาเบลอไข้และเสียงขำของผู้โดยสารหลังจากได้ยินคำพูดของเขา เพอศิวัฒม์พึมพำอะไรบางอย่างไม่เป็นคำ แต่เดาเอาว่าคงหมายถึงพร้อมสำหรับการเดินทางต่อแล้ว

 

ลานสาโรจน์พาผู้ป่วยส่งถึงหน้าบ้านโดยสวัสดิภาพ เขาสะกิดคนข้างหลังซึ่งดูเหมือนจะหลับจริงๆเพราะพิษไข้ถึงแม้การพิงหลังนอนจะดูไม่ค่อยสบายนักก็ตาม เพอศิวัฒม์ถอดหมวกกันน็อคส่งให้เจ้าของและยืนรอรับแฟ้มคืน แต่ลานสาโรจน์แค่รับหมวกแล้วดับเครื่องยนต์จนทั้งซอยเหลือแต่ความเงียบ เขาหยิบแฟ้มงานของเพอศิวัฒม์ออกจากเสื้อแจ็คเก็ตที่ถูกดัดแปลงเป็นที่ใส่ของชั่วคราวหลังถอดหมวกกันน็อคของตนเองแล้ววางหมวกทั้งสองใบบนเบาะรถ

 

“ไปเปิดบ้านเถอะ เดี๋ยวถือให้”

 

เพอศิวัฒม์เดินไปเปิดประตูรั้ว จากนั้นก็ประตูบ้าน เขารับแฟ้มงานแล้ววางกองไว้บนโซฟาหน้าโทรทัศน์โดยมีลานสาโรจน์ยืนดูอย่างห่วงๆ แต่เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีผู้มาส่งก็รับเงินค่าโดยสารแล้วรออยู่นอกรั้วอีกครู่หนึ่งจนกระทั่งประตูบ้านปิดสนิททั้งสองชั้น

 

“ไม่เป็นไรแล้วจริงๆ ขอบคุณมากนะ”

 

มีเสียงดังขึ้นจากทางหน้าต่าง เพอศิวัฒม์เปิดผ้าม่านแล้วร้องบอกเพราะยังเห็นลานสาโรจน์ยืนอยู่ที่เดิม พอได้ยินอย่างนั้นฝ่ายมอเตอร์ไซค์รับจ้างก็หันหลังเดินกลับไปที่รถ สตาร์ทเครื่องแล้วใส่หมวกกันน็อคด้วยท่าทีไม่รีบร้อน แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ต่างหาก

 

อย่างเช่น…เรื่องที่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นห่วงอีกฝ่ายมากมายขนาดนี้

 

ถึงจะมีอาการอ่อนล้าเพลียแรงเพราะไข้หวัด แต่เพอศิวัฒม์ก็มองเห็นปฏิกิริยาที่ดูแปลกไปโดยหารู้ไม่ว่าสาเหตุของท่าทางเหล่านั้น ต้นตอก็เป็นมาจากตัวเขานั่นเอง

 

เย็นวันถัดมา ลานสาโรจน์ไม่เจอผู้โดยสารขาประจำของเขาเพราะรู้จากเจ้าตัวโดยตรงว่าจะลางาน ดังนั้นเขาจึงเจอเพอศิวัฒม์ในอีกหนึ่งวันหลังจากนั้น วันนี้ไม่มีผ้าปิดจมูกเหมือนเมื่อวานซืน จึงพอเดาได้ว่าอาการหวัดคงดีขึ้นมากแล้ว

 

“ไม่มีแฟ้มนะวันนี้” เขาถามยิ้มๆ

 

“…วันนี้ไม่มี” ผู้โดยสารก็ตอบยิ้มๆ ทว่าเสียงโทนต่ำกว่าเคยแถมเพี้ยนหน่อยๆแบบคนจมูกบี้ทำให้คนฟังต้องกลั้นขำจนได้

 

“ขึ้นมาเลยพี่บี้” ลานสาโรจน์ยื่นหมวกกันน็อคสำหรับคนซ้อนใบเดิมส่งให้ “ช่วงนี้ไม่เห็นมีเพลงออกใหม่เลย ทัวร์คอนเสิร์ตอยู่เหรอ”

 

เพอศิวัฒม์รับหมวกมาถือแล้วขึ้นนั่งคร่อมแบบไม่ปรามแรงจนคนขับต้องจับรถไว้แน่นเพราะน้ำหนักคนข้างหลังทำให้รถโยกไปทั้งคัน “ไม่ตลก” เขาพูดสั้นๆก่อนสวมหมวกและเหล่มองคนข้างหน้าเป็นระยะๆ

 

“จะเกาะเอวเหมือนวันก่อนก็ได้นะ น้องเกาะดีๆ เดี๋ยวพี่พาไปส่งถึงหน้าบ้าน”

 

คนขับเน้นเสียงหล่อตรงประโยคท้าย เขายิ้มกว้างเมื่อเห็นคนข้างหลังถอนหายใจและส่ายหน้าเบาๆไปพร้อมกัน

 

……

 

เย็นย่ำค่ำคืนหนึ่งในเมืองหลวง บรรยากาศจอแจริมทางเท้าใกล้กับบันไดทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้ายังดูมีชีวิตชีวาเหมือนเมื่อวาน หลอดไฟสีขาวสว่างจากอาคารพาณิชย์และแสงไฟจากทางขึ้นสถานีส่องสว่างเจิดจ้าแผ่ลงมาถึงแนวจอดมอเตอร์ไซค์เบื้องล่าง รถคันแล้วคันเล่าสลับเข้าออกเพื่อรับส่งผู้โดยสาร รวมถึงคันที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่นี้ด้วย

 

“วันนี้กลับมืดเลยนะคุณ งานเยอะเหรอ” เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์หักเลี้ยวเข้าไปในซอยลัดที่วิ่งผ่านทุกวันจนเป็นเส้นทางประจำ เขาหันมองผู้โดยสารแค่แวบเดียวหลังพูดจบ

 

“แค่ช่วงนี้เท่านั้นแหละ ทั้งปิดงบทั้งสรรพากร วุ่นวายน่าดู” ฝ่ายให้คำตอบถอนหายใจแล้วชะโงกหน้าออกมาด้านข้างเล็กน้อย “พรุ่งนี้หยุดรึเปล่า”

 

“พรุ่งนี้วันหยุด ใครๆก็หยุดกันไม่ใช่เหรอ”

 

“บริษัทให้มาทำงานพรุ่งนี้ ถามไว้ก่อนเผื่อไม่มีใครอยู่ผมจะได้ขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน”

 

การสนทนาถูกตัดบทครู่หนึ่งด้วยสี่แยกและดวงไฟกลมสีแดง เมื่อรถจอดนิ่งสนิท เจ้าของรถก็หันไปตอบทันควัน “นั่งแท็กซี่ให้เปลืองทำไม ถ้าพรุ่งนี้คุณมาทำงานเดี๋ยวผมอยู่วิ่งก็ได้” เขาทำท่าตบเบาๆตามลำตัวเหมือนหาของบางอย่าง แล้วหันกลับมาอีกครั้งพร้อมโทรศัพท์ในมือ “เอาเบอร์ผมไปแล้วกัน ถ้าพรุ่งนี้ตอนเย็นมาแล้วไม่เจอก็โทรเรียกเลย”

 

“วิ่งรับผมคนเดียวเนี่ยนะ ไม่ต้องก็ได้ เกรงใจ”

 

“ใครจะทำอย่างงั้น ผมก็วิ่งทั้งวันสิคุณ ดีกว่าอยู่บ้านเฉยๆด้วย” นิ้วมือกดรหัสปลดล็อกหน้าจอมือถือของตนแล้วรอเตรียมพร้อมเพื่อกดตัวเลข “ไม่ต้องกลัวว่าจะเอาเบอร์ไปทำขายตรงหรอกน่า บางทีผมก็ใช้เบอร์นี้รับวิ่งเป็นแมสเซ็นเจอร์ตามบริษัทอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง”

 

ผู้โดยสารด้านหลังขมวดคิ้วให้กับยิ้มแปลกๆนั้น แต่ก็ยอมบอกเบอร์แต่โดยดี

 

แรงสั่นสะเทือนมาพร้อมเสียงดนตรีดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงสแล็คสีเทาเข้ม เขาล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเห็นว่ามีตัวเลขสิบหลักปรากฏอยู่บนหน้าจอ

 

“เบอร์นี้ใช่มั้ย” คนข้างหลังยื่นมือถือให้คนข้างหน้าดู “จะให้เมมชื่อว่าอะไร”

 

“ลาน”

 

อ้อ…จากชื่อจริงตามป้ายบนหลังเสื้อวินเลยสินะ

 

“แล้วของคุณล่ะ”

 

“เพอ”

 

ถึงจะไม่มีใครพูดอะไร แต่ทั้งสองต่างก็คิดถึงชื่อของกันและกันว่าช่างเป็นชื่อเรียกที่ประหลาดดีจริง

 

นอกนั้นก็คิดแค่ว่า ในที่สุดก็รู้จักชื่ออีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ และถือว่าได้รู้จักกันมากขึ้นอีกนิดหรือเปล่านะ…

 

……

 

“อยากเป็นนาฬิกาอยู่ในข้อมือ

บอกเวลาคือรักคุณ

อยากจะเป็นต่างหูใกล้หูของคุณ

บอกรักละมุนทั้งวัน”

 

“คราวนี้เพลงอะไรอีก” เพอศิวัฒม์ยื่นหน้าออกไปถามเมื่อรถขับผ่านสี่แยกหลังหลุดจากซอยลัดมาเล็กน้อย

 

“อยากเป็นผู้ชายในสายตาเธอ”

 

เพอศิวัฒม์เอนตัวกลับ จึงไม่เห็นว่าลานสาโรจน์กำลังอมยิ้ม พอๆกับที่อีกฝ่ายก็ไม่ทันเห็นว่าเขาอมยิ้มเช่นกัน

 

 


 

 

เรื่องนี้แต่งไว้ซักพักใหญ่ๆแต่ไม่ได้เอาลงเพราะอายชื่อค่ะ…

ส่วนสาเหตุคือเป็นพล็อตพี่วินที่เคยคุยกับน้องเบสท์  แล้วก็คิดว่าต้องตั้งชื่อไทยสินะ แต่พอเห็นที่น้องตั้งชื่อไทยแบบจริงจังแล้วมาดูของตัวเองก็อายซะงั้น คือผสมชื่อแบบกำปั้นทุบดินมาก แต่ลงเนื่องจากวันเกิดแลนค่ะ เป็นของแถม (แถมแบบอายๆ)

และเนื่องจากพล็อตพี่วินมันแตกแขนงไปไกลมาก เลยขอเลือกเอาตามที่คุยกันแรกสุดนะคะ (ถ้ามีเวลาก็อยากเขียนเรื่องไอ้เอ้กกับสารวัตรฮาร์ทด้วย5555) ส่วนเรื่องในนี้บางเรื่องก็เป็นอะไรน่ารักๆของพี่วินที่เคยเจอค่ะ ล่าสุดที่เจอคือ พอถึงแล้วก็บอก ถึงแล้วครับ ลงดีๆนะครับ ><

 

 

 

Advertisements

One thought on “[Kingsman Fanfic] ไม่ใช่ GrabBike แต่ก็พร้อมไปกับเPอ [Percilot]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s