[Fantastic Beasts FanFic] Erised [Graves x Credence]

Title : Erised

Pairing :  Graves/Credence


 

 

*เพื่อความแน่ใจเลยใส่สีอักษรศีลธรรม(?)ไว้ค่ะ

 

 

มหานครนิวยอร์กในวันนี้ยังคงความสงบเรียบร้อยเหมือนเคย ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง ไม่มีเรื่องแปลกประหลาดที่เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบสุข ดังนั้นช่วงหัวค่ำหลังจากเสร็จงาน ผู้บัญชาการด้านความปลอดภัยแห่งโลกเวทมนตร์ของมาคูซาอย่างครีเดนซ์ แบร์โบนจึงมุ่งตรงกลับบ้านพักใกล้กับสวนสาธารณะเซ็นทรัลปาร์คทันที

 

ใบหน้าสะอาดสะอ้านของครีเดนซ์บ่งบอกอาการไม่สบอารมณ์เมื่อพบว่าบ้านเงียบเชียบเหมือนบ้านร้าง เขาเดินก้าวเข้าไปในห้องรับแขกอย่างรวดเร็วจนชายเสื้อโค้ตสีดำปลิวสะบัด แขนเสื้อมีเส้นคลิบขาวตรงกลางตั้งแต่บ่าจนถึงชายถูกยกขึ้นโบกพร้อมกับไม้กายสิทธิ์เรียวบางในมือ ตะวัดร่ายคาถาเพียงนิดเดียว ไฟในเตาผิงก็พลันลุกโชนสว่างไสวไปทั้งห้อง

 

“กลับมาแล้วหรือครับ คุณแบร์โบน” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาสบทบ เขาอุ้มถุงกระดาษใส่ของหลายใบเสียเต็มสองแขน แต่ยังไม่ทันเดินเข้ามาใกล้เจ้าของบ้าน ถุงกระดาษที่ถือมาก็ลอยล่องจากแขนวนเวียนอยู่ในอากาศ เรียงแถวกันเข้าไปวางไว้ในครัวตามทิศทางของปลายไม้กายสิทธิ์ในมือของครีเดนซ์

 

“ผมบอกแล้วไงว่าถ้าจะออกไปข้างนอกให้บอกก่อน”

 

“ขอโทษด้วยครับ”

 

ท่าทางโค้งต่ำซ้ำไปซ้ำมา ห่อไหล่จนเกือบจะกลืนหายลงไปทั้งคอทำให้ครีเดนซ์ถอนหายใจ “ช่างมันเถอะ เกรฟส์” เขาพูดแล้วโบกไม้กายสิทธิ์อีกครั้ง ทั้งเสื้อโค้ต สูทชั้นนอกก็ค่อยๆถอดจากร่างเพรียวบางแล้ววางตัวเองไว้บนที่แขวนอย่างนิ่มนวล

 

“ผ…ผมจะรีบไปทำอาหารค่ำนะครับ”

 

เกรฟส์รีบโค้งตัวเดินผ่านครีเดนซ์เพื่อเข้าไปในครัว จัดแจงเตรียมอาหารในระหว่างที่ครีเดนซ์นั่งพักเหนื่อยตรงโซฟาหน้าเตาผิง เอนหลังพิงพนักรับไอร้อนให้ร่างกายอบอุ่นหลังต้องฝ่าอากาศหนาวเย็นจากภายนอกมาพักหนึ่ง เขาเคยบอกเกรฟส์หลายครั้งแล้วว่าใช้เวทมนตร์ทำอาหารนั้นรวดเร็วกว่าและประหยัดเวลาแต่พ่อบ้านของเขาไม่ยอมฟังเลยซักครั้ง แถมยังยืนยันว่าทำด้วยตนเองย่อมต้องดีกว่าใช้เวทมนตร์อย่างแน่นอน

 

เพอร์ซิวัล เกรฟส์เป็นสควิบที่รับใช้ตระกูลแบร์โบนมายาวนาน ส่วนครีเดนซ์นับเป็นรุ่นหลานที่สืบทอดการเป็นมือปราบมารต่อเนื่องจากบรรพบุรุษ ด้วยพรสวรรค์และความสามารถทำให้เขาก้าวสู่จุดสูงสุดของหน้าที่การงานด้วยการเป็นผู้บัญชาการด้านความปลอดภัยและเป็นทั้งหัวหน้ากองบังคับควบคุมเวทมนตร์แห่งมาคูซาตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ครีเดนซ์ต่อรองกับครอบครัวได้ว่าจะออกจากคฤหาสน์แบร์โบนที่เต็มไปด้วยกฏระเบียบเคร่งครัดของตระกูลพ่อมดสายเลือดบริสุทธิ์อันน่าเบื่อหน่ายเพื่อย้ายมาอยู่เป็นส่วนตัวในบ้านพักหรูใจกลางนิวยอร์ก โดยมีข้อแม้ว่าเขาจะต้องมีพ่อบ้านประจำตระกูลคอยติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ทางบ้านเป็นกังวลมากนัก

 

เงื่อนไขนี้สร้างความขุ่นเคืองให้ครีเดนซ์พอสมควร และหลายๆครั้งเขาก็พยายามยั่วโมโหเกรฟส์เผื่อว่าอีกฝ่ายจะทนไม่ไหวจนต้องหนีกลับคฤหาสน์เสียเอง แต่เรื่องก็ไม่เป็นดังคาด เกรฟส์จัดการเรื่องงานบ้านงานเรือนเป็นอย่างดีและไม่เคยโกรธไม่ว่าจะโดนกลั่นแกล้งแค่ไหนก็ตาม กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ครีเดนซ์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพ่อบ้านของเขา ถึงจะโดนจับตามอง แต่ก็ไม่ได้หนักหนาจนถึงกับเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร

 

มีช่วงหลังมานี้เองที่ครีเดนซ์เริ่มมีความคิดแปลกๆ ทั้งๆที่เคยคิดว่าเกรฟส์เป็นตัวเกะกะมาตลอดจนกระทั่งตอนที่อีกฝ่ายโดนทางบ้านเรียกตัวกลับโดยให้เหตุผลว่าครีเดนซ์อาจไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลอีกต่อไป ความกังวลยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากปฏิกิริยานิ่งเฉยของเกรฟส์ซึ่งไม่ปฏิเสธหรือพยายามทำอะไรบางอย่างให้เห็นว่าไม่อยากกลับเลยแม้แต่น้อย กำหนดการเรียกตัวกลับเหลืออีกเพียงหนึ่งอาทิตย์ ถึงกระนั้นเกรฟส์ก็ยังเฉยชา เอาแต่ก้มหน้าเมื่อโดนคาดคั้นหนักเข้าและเลี่ยงการตอบคำถามด้วยความเงียบเพียงอย่างเดียว

 

ถ้าทำอย่างนี้เขาเองก็อยากรู้ ว่าจะเงียบได้อีกนานแค่ไหนกัน

 

……

 

หลังมื้อค่ำ ระหว่างเกรฟส์กำลังเก็บโต๊ะและทำความสะอาดจานชามอยู่ในครัว ครีเดนซ์ซึ่งหายตัวไปครู่หนึ่งก็กลับมาพร้อมกับกระจกบานใหญ่ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษนอกจากความเก่าแก่เหมือนกระจกโบราณทั่วไป ขอบไม้ของมันเริ่มผุกร่อนแต่ตรงส่วนที่เป็นกระจกยังมีสภาพดีและมองเห็นภาพสะท้อนได้ชัดเจน 

 

“นี่คืออะไรครับ คุณแบร์โบน” 

 

“กระจกยังไงล่ะ”

 

ครีเดนซ์ตอบโดยไม่หันมองเพราะสองมือกำลังยุ่งกับการร่ายคาถาเพื่อยกกระจกเข้าไปไว้ในห้องนอนของตน ตั้งตรงตำแหน่งที่หันด้านหน้าเข้าหาเตียงนอนพอดิบพอดี

 

“เข้ามาสิ ผมอยากให้ดูอะไรหน่อย”

 

เกรฟส์เดินเข้ามายืนอยู่หน้ากระจกตามคำสั่ง เขาพิจารณาดูแต่ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกตินอกจากภาพสะท้อนของตัวเอง

 

“กระจกธรรมดาไม่ใช่หรือครับ”

 

ครีเดนซ์เดินเข้าไปใกล้จนชิดด้านหลังแล้วจับบ่าทั้งสองข้างของเกรฟส์ “มันคือกระจกที่สะท้อนความปรารถนาเบื้องลึกของจิตใจคน บอกผมสิว่ามันสะท้อนให้คุณเห็นอะไร”

 

เกรฟส์เพ่งมองดูอีกครั้ง คราวนี้มีภาพเลือนรางบางอย่างก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายคนสองคนและค่อยๆชัดมากขึ้นจากที่พร่ามัวในตอนแรก แต่ยิ่งมอง สีหน้าของเกรฟส์ก็ยิ่งซีดลงเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนนั้นคือใคร ทั้งร่างแข็งทื่อเหมือนถูกคาถาสะกด ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดเมื่อครู่เริ่มออกสีเรื่อ ลามมาถึงใบหูและเห่อแดงไปถึงต้นคอ

 

ถึงไม่บอก…ครีเดนซ์ก็รู้ว่าเกรฟส์มองเห็นสิ่งใด

 

เขาละมือจากไหล่ของพ่อบ้านประจำตระกูลแล้วนั่งลงตรงปลายเตียง “ผมจะนอนแล้ว ช่วยหน่อย”

 

เกรฟส์หันไปตามเสียงและเห็นนายน้อยนั่งเอนหลังใช้สองมือวางยันกับเตียงเพื่อทรงตัวกำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาทางเขา

 

“เร็วเข้า” คำสั่งของนายน้อยบังคับเกรฟส์ให้ต้องทำตามโดยไม่มีข้อแม้ “ถอดชุดน่าอึดอัดนี่ออกที”

 

เนคไทลายจุดเล็กสีขาวคลายออกแล้ววางกองอยู่ใกล้มือของครีเดนซ์ มือทั้งสองของพ่อบ้านสั่นเทาเมื่อเอื้อมปลดเข็มติดปกเสื้อรูปแมงป่องทีละข้าง  กระดุมเสื้อกั๊กสีดำหลุดลอดจากรังเม็ดแล้วเม็ดเล่า อาภรณ์ชั้นนอกทั้งหมดถูกถอดจนท่อนบนเหลือแค่เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวเนื้อบางเบาอีกเพียงชั้นเดียวเท่านั้น

 

ประกายวาววับในดวงตากำลังยิ้มหยอกเย้าฝ่ายตรงข้ามให้ลุ่มหลงด้วยความยินยอมพร้อมใจ ครีเดนซ์หันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย บอกใบ้แกมเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายดึงเชือกมัดผมซึ่งหลุดอย่างง่ายดายเพียงแค่กระตุกปมเบาๆ เส้นผมสีดำยาวหยักเป็นลอนทิ้งตัวลงประบ่า ยิ่งชวนให้ใบหน้าเยาว์วัยและรอยยิ้มหวานของชายหนุ่มดูงดงามราวกับธรรมชาติบรรจงสรรค์สร้างอย่างปราณีตจนยากจะหาข้อตำหนิได้

 

เกรฟส์โน้มกายลงอย่างลืมตัวเพื่อให้นิ้วมือเรียวยาวที่ยื่นออกมาสัมผัสถึงริมฝีปากของตน สัมผัสที่ไม่ใช่แค่ภาพสะท้อนความปรารถนาในกระจกแต่เป็นสิ่งซึ่งสามารถจับต้องได้จริง

 

“เกรฟส์…คุณต้องการอะไร” เสียงกระซิบแผ่วเมื่อดึงใบหน้าเข้าใกล้ สองลมหายใจสอดประสานรวมเป็นเนื้อเดียว “ทำอย่างที่คุณต้องการสิ”

 

ฝ่ายถูกเชิญชวนยังฝืนตนเองถึงแม้ว่าความคิดจะฉุดลากให้จวนเจียนตกลงสู่ก้นบึ้งแห่งแรงปรารถนาเต็มที ครั้นยิ่งขัดขืน กลับพบว่าร่างกายยิ่งถูกอีกฝ่ายรั้งเข้าหาง่ายดายยิ่ง เขาไม่ควรทำเช่นนี้ โดยเฉพาะกับลูกชายของตระกูลพ่อมดเก่าแก่ที่ตนเฝ้าดูแลมาตั้งแต่เล็ก เว้นแต่ว่าเด็กน้อยในตอนนั้นได้เติบใหญ่เป็นชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบเสียจนคนธรรมดาไร้เวทมนตร์เยี่ยงเขาจะคู่ควร

 

“อย่าครับคุณแบร์โบน…ผมไม่…”

 

“ครีเดนซ์…” ชายหนุ่มหรี่มองอย่างยั่วยวน หวังจะขุดให้ลึกถึงสัญชาตญาณแล้วค่อยๆดึงตัวตนนั้นออกจากคนในภาพสะท้อนของดวงตาคู่สวยของเขาให้ได้

 

“เรียกครีเดนซ์เถอะ”

 

……

 

ชายยาวของเสื้อเชิ้ตสีขาวหลุดออกมาด้านนอกและไม่เหลือกระดุมที่ยังยึดทั้งสองฝั่งเข้าหากันแม้แต่เม็ดเดียว มือหยาบผ่านการทำงานมานานของพ่อบ้านประจำตระกูลแบร์โบนลูบไปตามผิวเนื้อของนายน้อยอย่างกล้าๆกลัวๆเหมือนหวั่นเกรงว่าผิวละเอียดจะแตกสลาย มีเสียงครางเบาๆเมื่อมือคืบลงต่ำ ตามด้วยเสียงเหมือนขัดใจเมื่ออีกฝ่ายหยุดนิ่งไปเสียเฉยๆ

 

ครีเดนซ์ดันตัวขึ้นนั่งตรง แล้วกดบ่าของพ่อบ้านลงจนหลังติดกับเตียงนอน เขาขยับขึ้นคร่อมและก้มมองคนด้านล่างด้วยใบหน้าแดงจัดจากสัมผัสก่อนหน้า

 

“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่นิ่งๆแบบนี้ล่ะ นี่คือคำสั่ง”

 

ยิ้มหวานประกอบแก้มสีเรื่อสะกดเกรฟส์ให้ทำตามโดยไม่ต้องใช้คาถาใดๆทั้งสิ้น ในความคิดของเขากำลังมีสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างหนัก แต่ฝั่งเหตุผลและความถูกต้องก็จวนเจียนจะพ่ายแพ้เต็มที เขาจะไปทำอะไรได้ จะให้คัดค้านริมฝีปากนวลนิ่มกับรสจูบหวานละมุนที่เผชิญอยู่ตอนนี้ได้อย่างไร

 

เกรฟส์หลับตา แต่พอทำอย่างนั้นก็เหมือนจะแย่ยิ่งกว่าเพราะรู้สึกได้ชัดเจนว่าริมฝีปากกำลังเคลื่อนที่จู่โจมตั้งแต่ต้นคอ ผ่านตามรอยนูนไหปลาร้า รวมถึงเสื้อผ้าท่อนบนที่ถูกถอดออกทีละชิ้น ผิดกันตรงที่อีกฝ่ายไม่ทิ้งอะไรไว้ให้แม้แต่เสื้อเชิ้ตชั้นในสุดก็เท่านั้นเอง

 

กับท่อนล่าง ก็คงเหลือเวลาอีกไม่นานเช่นกัน

 

ร่างเพรียวของชายหนุ่มเบียดเสียดกับอีกร่างเวียนวนไปมา คุกคามด้วยลมหายใจที่ลอดผ่านจุมพิต กดจูบในบางตำแหน่งจนขึ้นรอยจางสีแดง รู้ดีว่าหากทำอย่างนั้นแล้วจะยิ่งกระชากสติของคนข้างล่างให้ขาดสะบั้น ด้วยแผ่นอกสะท้อนขึ้นตอบรับและเสียงครางครือในลำคอเหมือนพึงพอใจมากกว่าอยากให้หยุดแต่เพียงเท่านี้ ดวงตาเปี่ยมเสน่ห์ของครีเดนซ์ก่อประกาย มุมปากยกขึ้นสูงแล้วค่อยแย้มริมฝีปากเผยอยั่วเหมือนดอกไม้ล่อลวงแมลงให้ลุ่มหลงกับกลิ่นหอมและรสชาติน้ำหวานของเกสรที่ซ่อนอยู่ภายใน

 

“ห้ามขยับ และห้ามขัดขืน”

 

เกรฟส์ไม่ได้เอ่ยคำใดตอบโต้นายน้อยของตน เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้เขาขัดขืนครีเดนซ์ได้อีก

 

มีแต่…ความต้องการจนทนไม่ไหวเท่านั้น

 

……

 

แสงจันทร์นวลสาดส่องผ่านกรอบหน้าต่างกระทบกับผิวขาวบนร่างที่กำลังควบคุมเกรฟส์อยู่ในเวลานี้ ร่างเบื้องบนขยับเชื่องช้า เก้กังเหมือนไม่คุ้นชิน เสียงหวานลอยแผ่วออกมาทุกครั้งที่เคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย ครีเดนซ์ถอนเอาลมหายใจร้อนผ่าวออกก่อนกดตัวลงจนนับครั้งไม่ได้ ความเจ็บปวดยังมีตกค้างอยู่บ้างแต่ก็พอทนไหว และกลับกลายเป็นว่าอารมณ์คุกรุ่นเร่งกำลังแผดเผาให้เขาเป็นฝ่ายขาดสติเสียเอง ชายหนุ่มค่อยๆโน้มตัว ประคองร่างพราวเหงื่อลงกับอกแกร่งของอีกฝ่ายเพื่อพักพิงชั่วครู่ ใบหน้าของเขาแดงเรื่อ ฝ่ามือเรื่อยไปจนถึงแขนที่วางทาบสนิทกับลำตัวของเกรฟส์ร้อนจัด ครีเดนซ์ปรือตามองด้วยแววเว้าวอน แนบริมฝีปากตนกับเกรฟส์เบาๆแล้วพูดด้วยเสียงคล้ายลมหายใจติดขัด

 

“…ผม…ไม่ไหว”

 

“ให้ผมช่วยเถอะครับคุณแบร์–“

 

เจ้าของชื่อยกมือขึ้นสกัดขวางเสียงสุดท้ายเอาไว้เสียก่อนจะพูดจนจบคำ “ชู่ว…บอกว่าให้เรียก–“

 

“ครีเดนซ์” เกรฟส์จุมพิตปลายนิ้วที่กีดกั้นระหว่างริมฝีปากของตนกับนายน้อย รู้อยู่เต็มอกว่าชื่อที่เอ่ยถึงทั้งก่อนหน้าและหลังจากนี้จะทำลายคำว่า นายน้อย ของเขาโดยสิ้นเชิง “ครีเดนซ์…ให้ผมช่วยคุณ…”

 

อ้อมแขนแข็งแรงโอบรัดร่างชายหนุ่มแล้วดันพลิกกลับให้หลังวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล ดวงตาสีเข้มจับจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ด้วยความหลงใหล คลอเคลียด้วยจูบเบาๆสองสามครั้งก่อนจะค่อยๆบดเบียดล้ำลึกทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ปลายเล็บของครีเดนซ์กดลากบนแผ่นหลังของเกรฟส์จนเป็นรอยยาวโดยไม่รู้ตัวเมื่ออีกฝ่ายรุกล่วงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆพอๆกับเสียงครวญครางสลับกันจนไม่สามารถแยกออกได้

 

แทบไม่มีความรู้สึกอื่นใดที่ทำให้ครีเดนซ์ยังมีสตินอกจากเจ็บปวดระคนสุขสม แม้แต่ยามที่เผลอร้องเรียกชื่อต้นของเกรฟส์ซึ่งเหมือนกระตุ้นให้ฝ่ายหลังขาดการยับยั้งและตักตวงความต้องการจากร่างในครอบครองตามอำเภอใจ รอยจูบถูกกดเน้นจนเห็นชัดทุกครั้งที่ผละริมฝีปากจากผิวเนียนขาว ฝ่ามือใหญ่ลากผ่านความร้อนไปทั่วแผ่นหลังก่อนจะหยุดอยู่ที่สะโพก บีบรัดร่างทั้งสองให้แนบสนิทกันมากยิ่งกว่าเดิม

 

อุณหภูมิของร่างกายถ่ายเทแล้วแผดเผาให้เร่าร้อนจากภายใน และจวนเจียนพังทลายออกสู่ภายนอกในเวลาอีกไม่ช้านาน

 

ร้อนรุ่ม…จนทนไม่ได้

 

คลื่นแห่งความปรารถนากำลังโหมกระหน่ำขับเคลื่อนสัญชาตญาณของคนทั้งสอง พวกเขาฉุดรั้งร่างของกันและกันเข้าหาตัว กล้ามเนื้อขืนเกร็งไปทั่วสรรพางค์ เสียงลมหายใจขาดห้วงเมื่อถูกเร่งขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วปลดปล่อยความต้องการแห่งเนื้อหนังจนกระทั่งความสงบเข้าล้อมรอบทั้งคู่อีกครั้ง

 

ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร แต่สำหรับราตรีนี้ขอแค่ได้อยู่เคียงกัน นอนซุกไออุ่นของกันและกัน เท่านี้ก็มากเกินพอแล้ว

 

……

 

ผิวกายขาวสะอาดต้องแสงแดดอ่อนยามเช้าปลุกเกรฟส์ให้เผชิญกับความจริงที่ว่าตนเองเผลอตัวเผลอใจทำอะไรลงไปเมื่อคืนนี้ ริ้วรอยเป็นจ้ำทั่วร่างที่เขากำลังมองอยู่บอกแทนสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างดีแม้ว่านั่นจะไม่เทียบเท่ากับแนวสีแดงยาวซ้อนกันหลายเส้นบนหลังของเขา เกรฟส์นั่งกุมขมับอยู่ตรงขอบเตียง ไม่ทันสังเกตว่าอีกคนลืมตาตื่นแล้วรวบหมอนมาหนุนคางนอนมองเขาอยู่ข้างๆ

 

“เมื่อคืนมันแย่ขนาดนั้นเลยรึ” ครีเดนซ์เอ่ยถาม เสียงแหบแห้งเล็กน้อยเช่นปกติของคนเพิ่งตื่นนอนทั่วไป

 

“แย่ที่สุดจนผมนึกไม่ออกแล้วว่าจะมีเรื่องแย่กว่านี้อีกไหม” เกรฟส์ยังคงก้มหน้าตอบผ่านฝ่ามือของตัวเอง “คุณท่านฆ่าผมแน่ๆ”

 

คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ครีเดนซ์หัวเราะเบาๆ เขาขยับลุกขึ้นแล้วเขยิบตัวเอาคางเกยกับบ่าของเกรฟส์ต่างหมอนเมื่อครู่ “น่าจะพูดกันคนละเรื่อง ผมหมายถึงเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ทำให้รู้สึกดีหรอกหรือ เพราะท่าทางของคุณก็บอกแบบนั้นอยู่นะ” จากนั้นก็หลับตาพริ้มยิ้มหวานแบบไม่สนใจว่าจะมีใครมองเห็นหรือไม่

 

“เรื่องนั้นไม่ได้ทำให้ผมกังวลเลย แน่นอน…มัน…รู้สึกดีมาก แต่มันก็อาจทำให้ผมถึงตายได้ด้วย”

 

“ไม่ตายหรอกถ้าไม่มีใครรู้ และผมขอสั่งไม่ให้คุณพูดเรื่องนี้กับใคร โดยเฉพาะคนที่บ้าน” 

 

“คุณก็รู้ว่าผมทำอย่างนั้นไม่ไ–“

 

คำสุดท้ายหายไปเฉยๆเพราะมีมือจากด้านหลังยื่นมาปิดไว้ “ทำได้ และคุณต้องทำ โทษฐานที่ยอมกลับบ้านตามคำสั่งโดยไม่สนใจผม คิดจะทิ้งผมไว้แล้วหนีกลับคนเดียวล่ะสิ ไม่มีทางเสียล่ะ” พร้อมใส่เสียงพ่นลมเหมือนไม่พอใจแถมไว้ข้างท้ายให้ด้วย

 

ปฏิกิริยาของคนข้างหน้าทำให้ครีเดนซ์ถอยออกมานั่งตัวตรง เป็นเพราะเห็นเกรฟส์ลดมือที่ปิดหน้าปิดตาลงแล้วหันมามองเขาด้วยสายตาข้องใจ  “ผมไม่ได้คิดจะกลับนะครับ ที่จริงผมปฏิเสธไปตั้งแต่วันแรกแล้ว”

 

ตั้งแต่เริ่มเรียนการใช้คาถามาทั้งชีวิตครีเดนซ์ยังไม่เคยโดนคาถาสะกดร่างมาก่อนแต่คิดว่าความรู้สึกตอนนี้อาจจะใกล้เคียงมากที่สุด เขาเหมือนมีอาการชาไปทั้งตัว ปากขยับอ้าไปมาเพราะพูดไม่ออกจนเกรฟส์ต้องรีบเฉลยข้อข้องใจก่อนนายน้อยของเขาจะมีอาการบื้อใบ้ไปมากกว่านี้

 

มีสองเหตุผลที่ทำให้เกรฟส์ไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้อีกหลังปฏิเสธคำขอให้กลับไปรับใช้ครอบครัวของครีเดนซ์ดังเดิม โดยเหตุผลที่สองคือเขามองว่าคนรับใช้ไม่ควรกวนใจเจ้านายด้วยเรื่องเล็กน้อย ส่วนเหตุผลสำคัญประการแรก เป็นเพราะเกรฟส์เข้าใจว่าที่ครีเดนซ์พยายามเค้นเอาคำตอบจากเขาก็เพื่อต้องการขับไล่ไสส่งเหมือนเมื่อครั้งที่ถูกส่งตัวมารับใช้ตั้งแต่คราวแรก และด้วยคำอธิบายของครีเดนซ์ เขาถึงได้รู้ว่าตนเข้าใจผิดมาตลอด

 

ต่างคนต่างเรื่อง แต่ก็มีเหตุให้เข้าใจผิดกันไปเองทั้งคู่

 

“ทั้งๆที่เข้าใจว่าผมจะไล่ให้กลับแต่ทำไมถึงปฏิเสธตั้งแต่แรกเลยล่ะ” ครีเดนซ์เสยผมเป็นลอนพันกันยุ่งเหยิงตั้งแต่เมื่อคืนจนดูเป็นทรงกว่าเดิมเล็กน้อย เขาจ้องรอฟังคำจากผู้ถูกถามซึ่งก็ไม่มีคำตอบใดๆนอกจากสายตาหลุบต่ำเหมือนตั้งใจหลบเลี่ยงการตอบ เกรฟส์ขยับตัวหนีแล้วเอนไหล่ข้างหนึ่งให้พิงหัวเตียงได้ถนัด ส่วนครีเดนซ์ขยับตามแต่เข้าใกล้จนใบหน้าชิดกับต้นคอแล้วยื่นริมฝีปากเป่าลมร้อนใส่ข้างหู “ผมสั่งให้คุณตอบคำถามเดี๋ยวนี้”

 

เกรฟส์ยอมแพ้เมื่อการตอบคำถามกลายเป็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ “เพราะ…เพราะผมเป็นห่วง ไม่อยากให้คุณคลาดสายตา”

 

“ไม่ได้มีเหตุผลแค่นั้นใช่ไหม บอกมา”

 

“ผ…ผม” คำพูดของเกรฟส์ตะกุกตะกักแต่ครีเดนซ์ก็อดทนรอเพราะเคยชินกับท่าทางแบบนั้นเสียแล้ว “ผมแค่…ไม่อยากห่างจากคุณ ผมทำไม่ได้”

 

“เพราะอะไรบอกได้ไหม” ชายหนุ่มวางคางลงบนบ่ากว้างอีกครั้ง แก้มออกสีแดงจางๆล่วงหน้าให้กับคำตอบที่เขาพอจะรู้หลังคำถามของตนเอง

 

แต่เกรฟส์ไม่ตอบ เขาดันตัวหันกลับมาสบสายตานายน้อย เกลี่ยหลังมือบนแก้มอีกฝ่ายแผ่วเบา จุมพิตอ่อนโยนที่หน้าผากแล้วตามด้วยข้างแก้ม ยื้อสัมผัสนั้นอยู่ครู่หนึ่งเหมือนไม่อยากจากลา ก่อนจะถอยห่างช้าๆพร้อมกับแววตาที่เปลี่ยนไป

 

ถึงจะไม่ได้รับคำตอบเป็นคำพูด แต่ครีเดนซ์ก็คิดว่าเข้าใจการกระทำต่างคำตอบของเกรฟส์เป็นอย่างดี

 

“แล้วผม…ถามได้ไหมครับว่าทำไมคุณถึงทำแบบ…เมื่อคืน”

 

เกรฟส์กระซิบเมื่อมีช่องว่างพอให้สามารถเอื้อนเอ่ยอะไรได้ เว้นเสียแต่ทันทีที่เขาพูดจบ นอกจากอีกฝ่ายจะไม่ยอมตอบแล้วยังไม่ปล่อยให้เขาพูดต่ออีกแม้แต่คำเดียว และสาเหตุที่ครีเดนซ์รีบร้อนปิดปากเกรฟส์เป็นเพราะว่ายังมีความรู้สึกผิดเล็กๆน้อยๆที่กวนใจชายหนุ่มอยู่ในขณะนี้

 

เขาโกหกเกรฟส์

 

กระจกเงาที่สะท้อนความปรารถนาจากจิตใจเบื้องลึกของผู้ใช้อาจมีอยู่จริงที่ไหนซักแห่งแต่ไม่มีทางเป็นกระจกธรรมดาๆของครีเดนซ์อย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่เกรฟส์เห็นผ่านภาพสะท้อนเมื่อคืน ล้วนเป็นมาจากเวทมนตร์ของเขาดลบันดาลให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

 

แต่ช่างเถอะ ในเมื่อทั้งเขาและเกรฟส์ต่างก็ได้สิ่งที่ตนปรารถนามาอยู่ในมือ

 

กับแค่เรื่องโกหกเล็กน้อย…ก็คงไม่เป็นไร

 

 


 

 

 

IMG_20170325_101047

 

รอบนี้แกล้งคุณเกรฟส์…

รูปนี้ค่ะที่เป็นต้นเหตุ (นุ้งเดนซ์งามฟฟฟฟ) ตอนเซฟก็จำไม่ได้แล้วว่าเอามาจากไหน แต่คุ้นๆว่าถ้าไม่จากเกาหลีก็ญี่ปุ่นค่ะ/ขออภัยอย่างแรง

คาดว่าคงจำชื่อเรื่องได้ ที่มาก็มาจากกระจกเงาแห่งแอริเซดที่ปรากฏอยู่ในแฮร์รี่ พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์ค่ะ

 

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมชมนะคะ

 

 

 

Advertisements

4 thoughts on “[Fantastic Beasts FanFic] Erised [Graves x Credence]

  1. ฮึ้ยยยย บอกได้อย่างเดียวว่าน้องร้ายยยยยยย
    เป็นการสลับขั้วนิสัยที่ดีมากๆ เลยค่ะ ชอบจริงๆ แม้เราจะลุ้นแทบตายว่าเราจะไม่โดนคนแต่งหลอกใช่มั้ย เราอ่านโพถูกแน่แล้วหรือเปล่า เพราะคุณเกรฟส์พร้อมโดนกดเหลือเกินค่ะ 55555555
    แต่พอปรากฎว่าเป็นอย่างในเรื่องก็สบายใจไปค่ะ ควีน จอมบงการ manipulate ได้ดี ชอบบ XD
    เพิ่งเคยเห็นฟิคที่สลับบทบาทกันแบบนี้ รู้สึกตื่นเต้นจังเลยค่ะ ฮาาา

    Like

    1. เหตุเกิดเพราะรูปที่แปะไว้จริงๆค่ะ เห็นแล้วนุ้งเดนซ์เวอร์ชั่นควีนลอยมาทันที คุณเกรฟส์ที่มีคาร์ของครีเดนซ์ก็แว้บขึ้นมาทันทีเหมือนกัน555
      (นึกถึงคิ้วเข้มๆหงอๆนั้นแล้วก็….><)

      Like

  2. พอกลับกันแล้ว คุณเกรฟเป็นสควิบที่ทำอะไรไม่ได้แบบนี้ก็ดีไปอีกแบบค่ะ เป็นอีกอารณ์นึงไรงี้ ครีเดนซ์ทำให้เกรฟเห็นสิ่งที่ตนปรารถนาซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เกรฟปรารถนานี่เข้าข่าย อยากได้ต้องทำ! ครีเดนซ์โหมดยั่วกับคุณเกรฟโหมดถูกหลอกนี่ดีจริมมมม

    Like

    1. อยากได้ต้องทำ ชอบคำนี้มากค่ะ5555และก็ใช่เลยตอนที่คิดว่าจะให้ครีเดนซ์เวอร์ชั่นนี้เป็นยังไง สรุปคือผสมเอซลงไปเยอะเลย😂

      Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s